หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Strict Standards: Only variables should be assigned by reference in /home/saverclub/domains/saverclub.org/public_html/content/main/content.php on line 17

Strict Standards: Only variables should be assigned by reference in /home/saverclub/domains/saverclub.org/public_html/content/main/content.php on line 24

Strict Standards: Only variables should be assigned by reference in /home/saverclub/domains/saverclub.org/public_html/content/main/content.php on line 32
Share    
ภาษีกับความมั่งคั่ง (ตอนที่ 2)

         ในตอนที่แล้วเราได้บรรยายว่าความมั่งคั่งอยู่ที่ประเด็นสำคัญคือ ทรัพยากรของมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า Human Capital เป็นตัวชี้วัด ในตอนนี้เราจะแยกแยะให้เห็นว่าความมั่งคั่งมีความหมายกว้างกว่าคำว่า “ร่ำรวย” ส่วน “มั่งคั่ง” หมายถึง มีสุขภาพดี จิตใจอันดีงาม การศึกษาดี มีความคิดรอบคอบ รู้จักเผื่อแผ่ต่อสังคม สินทรัพย์พอเพียง และรับผิดชอบในครอบครัว ส่วนคำว่า “ร่ำรวย” มุ่งเฉพาะประเด็นมีทรัพย์สินมากมาย คนที่มีทรัพย์สินมากไม่จำเป็นต้องเป็นคนมั่งคั่งหรือมีความสุขในชีวิตเสมอไป บางคนร่ำรวยแต่มีอายุ 105 ปี แล้ว สุขภาพของเขาย่อมสู้คนหนุ่มคนสาวอายุ 40-50 ปี ไม่ได้ หรือบางครั้งอายุอาจจะไม่มากแต่มีโรคร้ายเกาะกินหรือร่ำรวยมาแบบไม่ค่อยจะถูกต้องในทางกฎหมาย จึงมีแต่ความห่วงใยว่าสักวันหนึ่งกรรมจะตามมาทัน มีความหวาดระแวงวิตกจริตอยู่ตลอดเวลา

 

         ไม่ว่าคนเราจะร่ำรวยหรือมั่งคั่งไม่ได้หมายความบุคคลผู้นั้นจะต้องเสียภาษีมากเสมอไป คำว่า “ภาษี” กับคำว่า “มั่งคั่ง” หรือ “ร่ำรวย” มิใช่เป็นของคู่กัน

 

         ในเบื้องต้นภาษีจะเก็บจากรายได้และบางครั้งการเสียภาษีก็ยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ ประการ กล่าวคือ

 

          1.      กฎหมายของบางประเทศเก็บภาษีเฉพาะจากแหล่งเงินได้ ดังนั้น ถ้าบุคคลแม้จะอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่มิได้มีเงินได้จากแหล่งในประเทศนั้น รายได้ของเขาเกิดในต่างประเทศทั้งสิ้น ก็หมายความว่าเขาไม่ต้องเสียภาษีในประเทศที่ตัวเองอยู่อาศัย หรือมีภูมิลำเนาอยู่ คุณก็จะถามว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

                  มีผู้ใช้แรงงานหลายคนที่ไปทำงานในต่างประเทศเพราะได้ค่าจ้างสูงกว่า หรือทำงานในประเทศทุรกันดาร หรือมีความเสี่ยงภัยมาก แต่ที่ยอมทำเช่นนั้นก็เพราะรายได้ดี ดังนั้น ในปีหนึ่งเขาอาจจะออกไปทำงานเพียงไม่กี่เดือนแล้วก็กลับมาอยู่ในประเทศของตนซึ่งมีความปลอดภัย มีปัจจัยในการดำรงชีพที่สมบูรณ์ และเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขา เช่น คนที่ทำงานในด้านเจาะหาน้ำมันซึ่งจะต้องตามหาแหล่งโครงสร้างของบ่อน้ำมันทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรืออยู่ในทะเล และการเจาะหาน้ำมันใต้ดินต้องใช้เทคโนโลยีสูง ใช้เงินจำนวนมาก และพื้นที่บางแห่งก็ทุรกันดาร เป็นทะเลทราย หรือไม่มีความเสถียรภาพในด้านการเมือง ชนชาวท้องถิ่นรบพุ่งแย่งชิงอำนาจและทรัพย์สินกันตลอดเวลา เช่น หลาย ๆ ประเทศในแถบทวีปแอฟริกา เป็นต้น หรือไปพบแหล่งน้ำมันในแถบขั้วโลกเหนือซึ่งมีอากาศหนาวเย็น และมีพายุหิมะเกิดขึ้นบ่อย การใช้ชีวิตที่นั่นก็ลำบากมาก แต่จำเป็นต้องทำงานในที่ที่แหล่งน้ำมันปรากฏอยู่ซึ่งมีความทุรกันดารและอันตรายอย่างยิ่ง

 

                  คนเหล่านี้มีรายได้สูงมาก เพราะไม่ใช่ของง่ายที่จะหาคนเก่งและยอมไปใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงภัย ปีหนึ่งเขาอาจจะไปทำงานเพียงไม่กี่เดือน และถ้าเป็นแถบขั้วโลกเหนือเขาก็จะพยายามไปทำงานในช่วงฤดูร้อน อากาศจะได้ไม่ร้ายแรงมาก เมื่อสำรวจขุดเจาะน้ำมันได้ไม่กี่เดือน มีรายได้เพียงพอแล้วก็กลับมาอาศัยอยู่ในประเทศของตัวเองที่อบอุ่น ดังนี้ บุคคลผู้นั้นก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะมีแหล่งรายได้จากนอกประเทศ

 

         2.      กฎหมายบางประเทศเก็บภาษีจากสัญชาติหรือภูมิลำเนา ไม่ว่ารายได้จะเกิดขึ้นในประเทศใดก็ตามทั่วโลก ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี “Tax on Worldwide Income” ประเทศเหล่านี้มีเช่น สหรัฐอเมริกา ดังนั้น บุคคลสัญชาติอเมริกันและบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศสหรัฐอเมริกา (Green Card Resident) ไม่ว่าจะมีแหล่งรายได้จากประเทศใด ๆ ทั่วโลก ก็ย่อมต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งสิ้น เว้นแต่ไปมีรายได้ที่ดวงจันทร์หรือดาวอังคารเท่านั้นที่จะได้รับการยกเว้น

 

          3.      การที่บุคคลมีรายได้ไม่จำเป็นต้องมีขึ้นกับตัวเขาเอง เขาอาจจะตั้งบริษัทนิติบุคคลขึ้นเพื่อหารายได้หรือเพื่อหาเงินกำไร เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลดังกล่าวจึงไม่ต้องเสียภาษีในชื่อตนเอง แต่บริษัทห้างร้านหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นจะต้องเสียภาษีซึ่งจะมากน้อยเพียงใดก็เป็นไปตามกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศ ในเรื่องนี้จะต้องศึกษาตามกฎหมายภาษีนิติบุคคลของแต่ละประเทศที่ว่าประเทศเหล่านั้นจะเก็บภาษีอย่างใด

 

                 สำหรับประเทศไทย  หากคนไทยไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ หรือฮ่องกง และบริษัทเหล่านั้นทำกิจการต่าง ๆ นอกประเทศไทย บุคคลผู้เป็นเจ้าของย่อมไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ส่วนบริษัทฮ่องกงหรือสิงคโปร์จะเสียภาษีในแต่ประเทศหรือไม่ก็เป็นไปตามกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศนั้น โดยเหตุที่ประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกงพยายามแข่งขันกันเพื่อชิงความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเซีย(Financial Hub of Asia) ทั้งสองประเทศจึงออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อบุคคลต่างด้าวให้ไปลงทุนในดินแดนของตนว่า แม้จะตั้งเป็นบริษัทสิงคโปร์หรือฮ่องกง ถ้ามิได้ทำกิจการหรือมีรายได้ในประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกงเองแล้ว บริษัทเหล่านั้นก็ยังไม่ต้องเสียภาษีอยู่ดี

 

                 หลักการพิสูจน์ว่าบริษัทไม่มีรายได้ในประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกงโดยถือเป็นแหล่งรายได้นอกประเทศ(Offshore Income) จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข 3 ประการดังต่อไปนี้

 

                 (1)    เป็นการประกอบกิจการนอกประเทศ คือ เป็นบริษัทที่สิงคโปร์แต่ไปค้าขายที่ประเทศอื่นในอาเซียน นอกสิงคโปร์ เช่น ค้าขายในประเทศลาว กัมพูชา พม่า หรือแม้แต่ประเทศไทย ก็ต้องถือว่าเป็นการประกอบกิจการนอกสิงคโปร์

 

                 (2)    เป็นการทำกับชาวต่างประเทศซึ่งมิใช่มีสัญชาติสิงคโปร์ เช่น ไปรับจ้างก่อสร้างในประเทศฟิลิปปินส์ให้แก่บริษัท ฟิลิปปินส์ หรือติดต่อค้าขายกับพ่อค้าในบรูไน

 

                 (3)    เงินได้ที่จ่ายเข้ามาที่สิงคโปร์มาจากนอกประเทศ เช่น ค้าขายกับประเทศบรูไนก็มีรายได้จากลูกค้าในประเทศบรูไนซึ่งส่งมาที่สิงคโปร์

 

                  หากพิสูจน์ได้ว่าครบทั้งสามองค์ประกอบข้างต้น รายได้ของบริษัทสิงคโปร์หรือฮ่องกงก็ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศที่บริษัทจดทะเบียนตั้งขึ้น  บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของก็เลยไม่ต้องเสียภาษีด้วย เพราะเป็นรายได้ที่เข้าไปในนิติบุคคลที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ดังนั้น หากตัวเองถือหุ้นในบริษัทสิงคโปร์หรือฮ่องกงทั้งหมดคนเดียว เมื่อบริษัทได้กำไร มีเงินเหลือมากมาย ก็ต้องถือว่าบุคคลคนนั้นก็มีความมั่งคั่งหรือร่ำรวยโดยไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น สองประเทศนี้ยังไม่เก็บภาษีจากการจ่ายหรือรับเงินปันผลรวมทั้งไม่มีภาษีCapital Gain หรือภาษีกำไรฝ่ายทุนด้วย

 

                 ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ กรณีที่จะแสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถมีความมั่งคั่งหรือมีความร่ำรวยได้โดยไม่ต้องเสียภาษีไปพร้อม ๆ กัน ผมจึงสามารถสรุปได้ว่า ภาษีไม่ใช่ของคู่กับความมั่งคั่ง แต่เป็นไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ แต่ละท้องถิ่น ซึ่งบุคคลหรือนิติบุคคลมีภูมิลำเนาอยู่ และโดยเหตุที่มีการแข่งขันแย่งชิง หรือชักชวนให้คนต่างประเทศไปลงทุนในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง มาตรการการยกเว้นภาษีหรือผ่อนปรนภาษี หรือชะลอการเสียภาษีจึงมีขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ที่ขยันศึกษาหาความรู้ หมั่นเปรียบเทียบ ได้ประโยชน์ด้วยประการฉะนี้

 

         ท่านอาจจะสงสัยต่อไปว่าตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องเปรียบเทียบกับบริษัทหรือกิจการนอกประเทศ แต่หากว่าผู้มีเงินได้เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งอยู่ในประเทศไทยและแทบจะไม่มีรายได้จากต่างประเทศเลย ยังสามารถมีความมั่งคั่งโดยทีเสียภาษีน้อย เสียภาษีช้า หรือแม้แต่ยกเว้นภาษีจะได้หรือไม่ รายละเอียดในเรื่องนี้เราจะกล่าวในคราวต่อไปครับ

 

         ทุกท่านที่มีใจเมตตากรุณาและมีความโอบอ้อมอารี ถือว่าท่านมีมหาบุญลาภ เนื่องจากสวรรค์อยู่ในใจของท่าน  โชคดีครับ

                         

                                                    ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร