หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Strict Standards: Only variables should be assigned by reference in /home/saverclub/domains/saverclub.org/public_html/content/main/content.php on line 17

Strict Standards: Only variables should be assigned by reference in /home/saverclub/domains/saverclub.org/public_html/content/main/content.php on line 24

Strict Standards: Only variables should be assigned by reference in /home/saverclub/domains/saverclub.org/public_html/content/main/content.php on line 32
Share    
หนทางสู่ความมั่งคั่ง ตอนที่ 3

 

1 กรกฎาคม 2554

หนทางสู่ความมั่งคั่ง– ตอน 3

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน

www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

          ความมั่งคั่งของมนุษย์เรามาจาก 4 องค์ประกอบ

 

          1.       สุขภาพเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีใครขโมยไปจากเราได้ เมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรง มีความรู้ดี รวมทั้งมีนิสัย โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันก็จะติดอยู่กับตัวเราไปตลอดชีวิต ต่างกับทรัพย์สมบัติเงินทองซึ่งเป็นของนอกกาย แม้เราจะหวงแหนไว้ เวลาตายก็ตกทอดเป็นกองมรดก ใครที่อยากมีสุขภาพดีต้องหมั่นออกกำลังกาย ทานอาหารแต่พอควร และพักผ่อนให้เพียงพอ

 

          2.       มีงานทำ มีรายได้ในทางที่ซื่อสัตย์สุจริต

 

          3.       มีเงินเก็บออมเพื่อใช้สำรองในยามที่ขัดสนหรือเวลาเกษียณอายุจะได้ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นและแม้แต่รัฐบาล

 

          4.       รู้จักการลงทุนเพื่อให้เงินทองอยู่กับตัวเราเพิ่มมูลค่า เพราะว่าหากนำเงินไปฝังดินไว้ไม่นายก็จะด้อยค่าไป เนื่องจากทุกวันนี้โลกเรามีภาวะเงินเฟ้อ เงิน 100 บาท ในตอนต้นปีจะมีกำลังซื้อไม่เท่ากับเงิน 97 บาท ในตอนปลายปี

 

          แม้ว่าบางคนจะเดินทางมาถึงจุดแห่งความมั่งคั่ง แต่เราก็จะต้องเตรียมตัวว่าจะดูแลทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ให้ดีอยู่ได้อย่างไร ในฉบับก่อน ๆ มาผมได้พูดถึงแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ คือ

 

          (1)     ดูแลร่างกายของท่าน

          (2)     ต้องเริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่บัดนี้

          (3)     ดูแลสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพดี

          (4)     ซื้อประกันชีวิตสำหรับตนเองหรือครอบครัว

          (5)     คำนึงถึงเวลาเกษียณอายุ

 

          ในฉบับนี้เราจะกล่าวถึงหนทางสู่ความมั่งคั่งอีก 2 เรื่องงต่อไปนี้

 

          (6)    ทำพินัยกรรม

 

                   ตามบทบัญญัติของกฎหมายไทย ครอบครัวที่เรียกว่ามีผัวเดียวเมียเดียวแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องทำพินัยกรรม เพราะมาตรแม้นว่าตายไปโดยปราศจากพินัยกรรม กฎหมายก็แบ่งแยกว่าทรัพย์มรดกจะตกทอดไปยังทายาทตามสายเลือด ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 6 อันดับดังต่อไปนี้

 

                   1)      บุตร

 

                   2)      บิดามารดา

 

                   3)      พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน

 

                   4)      พี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่

 

                   5)      ปู่ย่า ตายาย

 

                   6)      ลุงป้านาอา

 

                   นอกจากญาติตามสายเลือดแล้วก็ยังมีญาติในทางนิตินัยด้วยคือ คู่สมรส ถ้าผู้ตายมีคู่สมรส แน่นอนที่สุดคู่สมรสย่อมได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของสินสมรส นอกจากนี้คู่สมรสก็ยังเป็นทายาทอันดับต้น คือ ได้รับมรดกเท่ากับบุตรหนึ่งคนด้วย แต่ถ้าผู้ตายไม่มีบุตร คือ ไม่มีทายาทอันดับ 1) คู่สมรสก็จะได้รับครึ่งหนึ่งของกองมรดก เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าคู่สมรสได้ถึงสามในสี่ส่วนของสินสมรส กล่าวคือ ชั้นแรกได้ครึ่งหนึ่งในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม และอีกครึ่งหนึ่งของส่วนที่เหลือในฐานะผู้รับมรดก ส่วนอีกหนึ่งส่วนสี่นั้นก็แบ่งให้ทายาทอันดับ 2) หรือ 3) ถัดลงมา อาทิเช่น บิดามารดา หรือพี่น้อง และถ้าไม่มีทายาทอันดับ 1) – 3) ตามที่กล่าวข้างต้น คู่สมรสก็จะได้รับมรดกถึงสองในสามเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ขอให้คำนึงว่าจะเป็นคู่สมรสได้ ก็ต้องจดทะเบียนสมรสเสียก่อน มิฉะนั้น ชายหญิงอยู่กินกันไม่ว่าจะยาวนานแค่ใด ก็จะเป็นเพียงอยู่แบบเป็นเพื่อน ไม่มีนิติสัมพันธ์ในทางกฎหมายแต่อย่างใด

 

                   เพื่อป้องกันมิให้ทายาทแต่ละอันดับแก่งแย่งชิงมรดกกัน กฎหมายจึงกำหนดว่า ทายาทอันดับต้นจะตัดทายาทอันดับหลัง ๆ ขาดลอยไป ยกเว้นทายาทอันดับ 1) คือ บุตร และ 2) คือ บิดามารดา ไม่ตัดกัน กล่าวคือ ถ้ามีบุตร บิดามารดาก็ยังมีสิทธิได้รับแบ่งมรดกเท่ากับบุตรเช่นกัน เหตุที่ต้องแยกบุตรและบิดามารดาออกเป็นทายาทอันดับ 1) และอันดับ 2) ก็มาจากเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่คู่สมรสนั่นเอง

 

                   พินัยกรรมสามารถทำได้ทั้งฉบับยาวและฉบับสั้น ถ้าหากว่าคุณอยากจะทำพินัยกรรมแบบที่ไม่ยุ่งยากไม่ว่าคุณจะมีทายาทกี่คน เช่น คน ๆ หนึ่งมีภรรยาและลูกห้าคน ก็สามารถเขียนพินัยกรรมไว่า เมื่อเขาถึงแก่ความตาย ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แก่ภรรยาและลูกทั้งห้าคน โดยแบ่งให้แต่ละคนได้จำนวนหนึ่งในหกเท่า ๆ กัน ทั้งนี้ ไม่จำเป็นจะต้องระบุว่าทายาทคนไหนได้ทรัพย์สินอะไรไปบ้างแล้วให้ทายาททั้งสามไปตกลงแบ่งปันกันเอง เพราะทรัพย์สินหลายอย่างอาจจะแบ่งกันให้ลงตัวได้ยาก ทายาทหรือผู้จัดการมรดกสามารถนำมาตีราคาแล้วแบ่งกันตามมูลค่าของทรัพย์สินก็ได้

 

                   อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ทำพินัยกรรมหลายรายที่อยากจะระบุสินทรัพย์โดยละเอียดว่า ที่ดิน บ้านเรือน คอนโดมิเนียม ยกให้ทายาทคนไหน รถยนต์ เครื่องใช้ไม้สอย ยกให้แก่ผู้ใด และแก้วแหวนเงินทอง ยกให้ผู้ใด ข้อดีของการทำพินัยกรรมแบบนี้ก็คือ ทำให้ทายาทได้ทราบว่าใครจะได้ทรัพย์สินชิ้นใด ไม่ต้องมาตกลงแบ่งแยกกัน แต่ข้อเสียของพินัยกรรมแบบนี้คือ เจ้ามรดกจะต้องคอยแก้ไขและ/หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ (Update)อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากทรัพย์สินที่เขามีอยู่อาจจะมีการจำหน่ายจ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนเป็นของอย่างอื่น เนื่องจากว่าเมื่อทรัพย์สินชิ้นใดซึ่งถูกจำหน่ายจ่ายโอนไปแล้วก็กลายเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม ส่วนทรัพย์สินชิ้นใหม่ที่ได้มาหากมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมก็จะเป็นทรัพย์สินนอกพินัยกรรมเช่นกัน ซึ่งจะตกทอดไปยังทายาทตามสายเลือด เนื่องจากพินัยกรรมมิได้ระบุไว้ให้ชัดเจนจะตกทอดแก่ผู้ใด

 

                   ในความเห็นของผม ผมชอบพินัยกรรมฉบับสั้นที่ระบุเพียงสั้น ๆ ว่า ทรัพย์สิทั้งหมดยกให้แก่ใคร ถ้ามีทายาทเกินหนึ่งคนก็จะกำหนดว่าแต่ละคนได้ไปกี่ส่วน โดยไม่ต้องแจ้งรายละเอียดทรัพย์สิน การทำพินัยกรรมแบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย เว้นต่ว่าเมื่อมีทายาทเพิ่มขึ้นหรือลดลง

 

                   ถ้าคุณเป็นสมาชิกของชมรมคนออมเงิน (www.saverclub.org)แล้วก็สามารถเข้ามาในเว็บไซต์ของชมรมเพื่อ download แบบฟอร์มพินัยกรรม ซึ่งมีทั้งแบบสั้นและแบบยาวอันเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกของชมรม

 

                   พินัยกรรมเป็นหนังสือสำคัญที่คุณจะต้องทำไว้หากคุณประสงค์ที่จะยกทรัพย์สินชิ้นใดเป็นพิเศษให้แก่บุคคลโดยเฉพาะที่ไม่ใช่ญาติททางสายเลือด และเหมาะสมำหรับผู้ที่มีทรัพย์สมบัติกระจัดกระจายอยู่มาก ในสมัยนี้คนเรานิยมที่จะสะสมทรัพย์สมบัติไว้ ดังนั้น ผมจึงแนะว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นคนโสดหรือมีครอบครัวก็ควรจะทำพินัยกรรมเอาไว้จะรอบคอบกว่า

 

          (7)    วางแผนภาษี

 

                   ผมได้กล่าวไว้หลายครั้งว่า คนเราแม้จะขยันทำงาน มีรายได้ ใช้จ่ายแต่พอควร และรู้จักวิธีการออมและลงทุน การออมและการลงทุนมีตัวถ่วง 3 อย่าง คือ

 

                   1)      เงินเฟ้อ  เนื่องจากข้าวของจะแพงขึ้นตลอดเวลา ทำให้กำลังซื้อของเงินคุณด้อยค่าลงไปเรื่อย ๆ

 

                   2)      ความโลภและความเสี่ยง  คนเราถ้าอยากจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากและเร็วในระยะเวลาอันสั้น ย่อมจะต้องยอมรับความเสี่ยงสูง เพราะไม่มีการลงทุนประเภทใดที่ได้ผลตอบแทนดีแต่เสี่ยงน้อย คนที่กลัวความเสี่ยงก็ใช้วิธีซื้อหุ้นกู้ พันธบัตร หรือฝากธนาคาร ที่ได้ผลตอบแทนเพียงปีละ 3-5%ซึ่งพอจะหักลบกับอัตราเงินเฟ้อ ในสมัยนี้ดอกเบี้ยไม่สูงเหมือนอย่างแต่ก่อน ถอยหลังไป 10 ปี คนเรามีเงินเพียง 1 ล้านบาท ก็สามารถเกษียณอายุได้ เพราะในสมัยนั้นดอกเบี้ยสูงถึง 12%มีเงินฝาก 1 ล้านบาท เท่ากับได้ดอกเบี้ยปีละ 120,000 บาท เฉลี่ยแล้วเดือนละ 10,000 บาท แต่สมัยนี้หากจะอยู่ให้ได้โดยอาศัยดอกเบี้ยอาจจะต้องมีเงินฝากไม่ต่ำกว่า 10-15 ล้านบาท

 

                   3)      ภาษีอากร  รายได้จากการลงทุนแทบทุกประเภทต้องเสียภาษีทั้งนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี 15%ลงทุนซื้อหุ้นซึ่งมีความผันผวนอยู่แล้วเมื่อรับเงินปันผลก็ถูกหักภาษี 10%ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เวลาให้เช่าหรือซื้อขายมีทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ อากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมการโอน และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

 

                   ด้วยเหตุนี้ การวางแผนภาษีจึงเข้ามาสัมผัสกับชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันนับตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มมีรายได้ กล่าวโดยง่าย ๆ ก็คือ สำหรับคนไทยเรา 90 กว่าเปอร์เซนต์ที่ไม่ได้มาจากครอบครัวอันร่ำรวย ก็ต้องทำมาหาเก็บตั้งแต่สำเร็จการศึกษา เช่น ตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป หรือบางคนอาจจะทำงานไปเรียนไปตั้งแต่อยู่ ปวช. หรือ ปวส. ก็มีรายได้ที่เร็วขึ้น

 

 

                   การวางแผนภาษีช่วยให้คุณสามารถลดผลกระทบจากเงินที่รัฐบาลเรียกเก็บจากรายได้หรือการลงทุน สำหรับมนุษย์เงินเดือนเครื่องมือที่ช่วยลดภาษีได้ดีที่สุดก็คือ กองทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund - RMF)หรือกองทุนหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund –LTF)เพราะกองทุนทั้ง 3 ประเภทเหล่านี้ช่วยให้คุณหักภาษีได้ถึง 15%ของรายได้ ปีหนึ่งไม่เกินกองละ 500,000 บาท ทั้งนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ RMFจะนับรวมกัน หลาย ๆ ครอบครัวสามารถหักภาษีเฉพาะจากกองทุนเหล่านี้ได้ถึงปีละ 1 ล้านบาทต่อคน ถ้าครอบครัวใดมี 4 คนหักภาษีได้เต็มที่คนละ 1 ล้านบาท รวมเป็น 4 ล้านบาท โดยที่รายได้ต้องเสียภาษีในอัตรา 30%เท่ากับปีหนึ่งลดภาษีไปได้ 1,200,000 บาท พอที่จะซื้อรถคันงามได้ทุกปี

 

                   การวางแผนภาษีไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการใช้มาตรการตามที่กฎหมายอนุญาต เพื่อช่วยลดภาระภาษี นอกจากการลงทุนในกองทุนที่หักภาษีได้แล้ว คุณยังสามารถวางแผนโดยจัดให้รายได้อยู่ในหมวดที่หักค่าใช้จ่ายได้มาก อาทิเช่น ถ้าคุณเป็นวิศวกร ทำงานเป็นพนักงานวิศวกรรมของบรัทนายจ้าง กินเงินเดือน คุณก็หักภาษีได้เพียง 40%ของรายได้ ปีหนึ่งไม่เกิน 60,000 บาท ไม่ว่ารายได้จะเป็นเดือนละ 20,000 หรือ 300,000 บาทก็ตาม แต่ถ้าคุณเปลี่ยนสภาพการทำงานเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ คือ เป็นวิศวกรที่ปรึกษา คุณสามารถหักภาษีได้ 30%โดยไม่มีเพดานขั้นสูง ดังนั้น ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท เท่ากับปีละ 3,600,000 บาท คุณก็หักภาษีได้ 1,080,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการเป็นพนักงานลูกจ้างถึง 1,020,000 บาทค่าใช้จ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยลดภาระภาษีในอันดับสูง ๆ ของคุณ จึงทำให้จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายลดลง คุณจะมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

 

                   การวางแผนภาษีทำได้ไม่ยาก ข้อสำคัญก็คือ ต้องมีความตั้งใจที่จะทำตามกฎหมายแล้วศึกษาตัวบทกฎหมายให้ลึกซึ้ง นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ ดังนั้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านภาษี ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายไม่มาก แต่ก็ช่วยให้คุณลดภาษีได้คุ้มค่า ข้อดีอย่างหนึ่งของการวางแผนก็คือ คุณสามารถลดภาษีได้ทุกครั้งที่มีรายได้ และลดได้ทุกปี ดังนั้น จึงได้ผลประโยชน์ต่อเนื่องกันเป็นระยะยาว

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                                   ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร


เอกสารแนบ : Road_to_Wealth_Part_3__4_July_2011_.pdf