ลดภาษีเพื่อประหยัดพลังงาน
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์
พลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และการผลิต พลังงานเป็นของหายาก และมีราคาแพง ดังนั้น เราจึงต้องใช้อย่างประหยัด หาวิธีผลิตพลังงานโดยใช้ต้นทุนที่ต่ำ รวมทั้งต้องหาวิธีผลิตพลังงานทดแทนด้วย พลังงานส่วนใหญ่มาจากน้ำมัน แต่ปัจจุบันนี้สิ่งที่เข้ามาช่วยทดแทนน้ำมันก็มีหลายอย่าง เช่น พลังงานลม พลังงานแสงแดด แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล เป็นต้น
รัฐบาลมิได้นิ่งนอนใจในเรื่องส่งเสริมการประหยัดพลังงาน จึงมีการออกมาตรการภาษีเพื่อเป็นการจูงใจหลายประการดังนี้
ลดภาษีเงินได้
พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 487 ออกตามความในประมวลรัษฎากร ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 อนุญาตให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิหักภาษีของค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 25% ของค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยานพาหนะและวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่ใช้กับยานพาหนะเหล่านั้น
บุคคลผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ของการหักภาษีเพิ่มนี้รวมถึงบุคคลธรรมดา บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แต่ทั้งนี้จะต้องคำนวณจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2553 เท่านั้น
กฎหมายกำหนดประเภทของวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ประหยัดพลังงานว่า ต้องมีคุณลักษณะ คือ เป็นทรัพย์สินที่ไม่เคยผ่านการใช้งานซึ่งได้ซื้อมาและพร้อมทั้งต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ โดยได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานว่า มีผลต่อการประหยัดพลังงาน และต้องมีลักษณะดังนี้
1. ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาขอรับสิทธิประโยชน์สนับสนุนจากส่วนราชการ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน
2. ไม่เป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับการยเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
3. ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกิดจากรายจ่ายซึ่งได้จ่ายไปเพื่อจ้างหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 เพราะรายจ่ายดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเป็นพิเศษ 1 เท่าอยู่แล้ว ขณะนี้มีหน่วยงานดังกล่าวอยู่แล้ว 197 แห่ง
4. ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกิดจากรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติมเปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา ๓(๑) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๖๐) พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งกฎหมายนี้ได้ในสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้อีกร้อยละ 25 ของเงินที่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จ่ายไปเพื่อวัตถุประสงค์ข้างต้น
5. ไม่เป็นทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกิจการซึ่งซื้อทดแทนเครื่องจักรเก่าและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเครื่องจักรในระหว่าง 1 มกราคม 2549 ถึง 31 ธันวาคม 2553 โดยผู้ขายมิได้นำต้นทุนที่เหลือมาหักเป็นรายจ่าย
เงื่อนไขประการสุดท้าย คือ วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องจักรที่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 25% นี้ ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในสภาพที่ใช้ปฏิบัติงานได้ตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายพิเศษ 25% นี้ให้หักได้ทั้งหมดในปีแรก โดยไม่ต้องแบ่งเฉลี่ยหักเป็นเวลา 5 ปี

ลดอากรศุลกากร
นอกจากวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ประหยัดพลังงานข้างต้นจะมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 25% แล้ว ยังมีประกาศกระทรวงการคลังฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์นำเข้าที่ประหยัดพลังงานได้อีกด้วย โดยต้องจัดอยู่ในประเภทดังต่อไปนี้
(ก) ใช้นำของเสียหรือพลังงานปล่อยทิ้งจากอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานได้อีก
(ข) ใช้แหล่งพลังงานอื่นทดแทนพลังงานที่ใช้ไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
(ค) เสริมหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมหรือกระบวนการเดิม เพื่อประหยัดพลังงาน
ทั้งนี้ เครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่นำเข้าข้างต้นต้องมีระยะเวลาคุ้มทุน ไม่เกิน 7 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้งานโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการพิจารณาเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมกำหนด
เครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่จะมีสิทธินำเข้าโดยได้ลดอัตราอากรยังจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการประหยัดพลังงานหรือรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ
2. สำหรับเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานจะต้องเหมาะสมสำหรับใช้ในอาคาร ในโรงงานอุตสาหกรรม ในโรงพยาบาล หรือในโรงแรมขนาด 80 ห้องขึ้นไป สำหรับเครื่องจักรวัสดุและอุปกณ์ที่ใช้ในอาคารและยื่นขอลดอัตราอากรศุลกากรจะต้องมีราคารวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง (C.I.F.) ไม่น้อยกว่า 400,000.00 บาท
3. ไม่เป็นของเก่าใช้แล้วหรือซ่อมแซมขึ้นใหม่
4. ไม่เป็นชนิดหรือประเภทที่มีขนาดเดียวกันหรือทดแทนกันได้กับของที่สามารถผลิตหรือประกอบได้ในประเทศ ในปริมาณและคุณภาพที่เท่าเทียมกัน หรือ
5. ไม่เป็นชนิดหรือประเภทที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดมิให้ได้รับการลดอัตราอากร
ในท้ายที่สุดผู้นำเข้ายังต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย
(ก) ผู้นำของเข้าจะต้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการพิจารณาเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมพิจารณาเสียก่อนว่า เครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์แต่ละรายการที่นำเข้ามีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพ วิธีการใช้ การควบคุมการใช้และด้านเทคนิควิชาการอื่น ๆ อยู่ในขั้นที่ใช้ประหยัดพลังงานหรือรักษาสิ่งแวดล้อมและอยู่ในข่ายที่อาจจะได้รับการพิจารณาลดอัตราอากร ทั้งนี้ โดยผู้นำของเข้าซึ่งมีความประสงค์จะขอลดอัตราอากร จะต้องปฏิบัติตามระเบียบและวิธีการที่คณะกรรมการพิจารณาเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมกำหนด
(ข) ให้อธิบดีกรมศุลกากรพิจาณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติการให้ลดอัตราอากรในรายที่คณะกรรมการพิจารณาเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมได้แจ้งผลการพิจารณาตามข้อ 1 รวมทั้งกำหนดระเบียบพิธีการสำหรับการลดอัตราอากร
ผมขอเสริมว่า การใช้ประโยชน์ตามมาตรการภาษีอากรดังกล่าวข้างต้นยังมีเงื่อนไขและรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายประการ ดังนั้น ขอให้ท่านศึกษาให้รอบคอบก่อนด้วย
จะเห็นได้ว่า ทางการก็มีความพยายามที่จะให้มีการประหยัดพลังงานเพื่อเป็นการลดต้นทุน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ อุตสาหกรรม และการผลิตต่าง ๆ ดังนั้น ผมเชื่อว่าสิ่งที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นเป็นมาตรการภาษีที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่สนใจจะประหยัดพลังงาน
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร |