วางแผนภาษีมนุษย์เงินเดือน
ตอน 2 - หักค่าลดหย่อนพิเศษ
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org สงวนลิขสิทธิ์
ในตอนที่แล้วผมได้แนะนำให้ท่านผู้อ่านซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนหาวิธีการลดภาษีตามกฎหมายไทย โดยการผันตัวเองจากการรับเงินเดือนมาเป็นการรับรายได้ประเภทอื่นเพื่อให้หักค่าใช้จ่ายได้มาก ๆ โดยที่ยังเป็นผู้ใช้แรงงานอยู่เช่นเดิม เช่น ประกอบวิชาชีพอิสระ นอกจากนี้ผมมักจะแนะนำว่าถ้าหากว่าอยากจะเสียภาษีให้น้อยและตั้งตัวได้เร็ว จะต้องไม่เป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะการรับรายได้เป็นค่าจ้างประจำทุกเดือน กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายน้อยมาก ผลก็คือ ทำให้ต้องเสียภาษีมากกว่าอาชีพอื่น ๆ
หากจะตั้งตัวได้เร็วก็คงจะต้องทำธุรกิจเอง แต่ข้อเสียคือ มีความเสี่ยงและต้องลงทุนเป็นตัวเงิน หากธุรกิจไปไม่รอด เมื่อปิดกิจการ เงินที่ลงทุนไว้ก็หมด ถ้าไปกู้เงินมาก็ต้องเป็นหนี้เป็นสิน และยังไม่มีงานทำอีกด้วย การทำกิจการโดยไม่ต้องลง คงมีอยู่อย่างเดียว คือ มีอาชีพประเภทขายตรง คือ Direct Sales เช่น ขายผลิตภัณฑ์ Nu Skin
หลายคนไม่สามารถผันตัวเองให้ไปรับรายได้ประเภทอื่น หรือยังไม่กล้าตัดสินใจทำธุรกิจส่วนตัว และยังคงสภาพเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อไป โอกาสที่ท่านจะลดภาษีลงก็ยังมีอีกหลาย ๆ ประเภทดังนี้
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ - Provident Fund
มนุษย์เงินเดือนซึ่งทำงานกับนายจ้างที่เป็นบริษัทห้างร้านและมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะต้องรีบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนทันที เพราะการออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นวิถีทางที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ในปัจจุบันทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านจ่ายสะสมเข้ากองทุน นายจ้างจะมีเงินสมทบให้ในจำนนวเท่า ๆ กัน หรือมากกว่า ซึ่งเงินทั้งสองจำนวนได้รับการยกเว้นภาษี อีกทั้งพนักงานและนายจ้างก็หักภาษีได้อีกด้วย จึงถือว่าได้ประโยชน์ทุกฝ่าย 3-4 เด้ง นอกจากนี้การออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นหนทางเดียวที่จะมีคนอื่นมาช่วยคุณสมทบให้เงินออมเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เทียบกับการออมในกรณีอื่น ๆ เช่น คุณหยอดกระปุกคุณก็หยอดอยู่คนเดียว แล้วยังต้องระวังมิให้ใครมาขโมยกระปุกไปทุบเอาเงินไปใช้จ่ายอีกด้วย
ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือผลตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ไม่ต้องเสียภาษีตราบเท่าที่คุณยังไม่เบิกออกมา และถ้าคุณอยู่เป็นสมาชิกต่อไปจนครบเกณฑ์ของกฎหมาย คือ เป็นสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5 ปี และลาออกตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป เงินหรือผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้รับจากกองทุนไม่ว่าจะเป็นเงินที่คุณจ่ายสะสมเงินสมทบของนายจ้าง รวมทั้งดอกผลก็ได้รับยกเว้นภาษีทั้งก้อนอีกด้วย อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า กฎ ข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบางบริษัทระบุว่า พนักงานจะเกษียณอายุเมื่อ 60 ปี ตามกฎข้อบังคับการทำงาน ดังนั้น ถ้าหากว่าคุณประสงค์จะทำให้กฎมีความคล่องตัวโดยพนักงานสามารถรับเงินได้โดยไม่ต้องเสียภาษีตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป ก็จะต้องเขียนไว้ในกฎของกองทุนว่า พนักงานมีสิทธิที่จะเกษียณตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไปจะดีกว่า
ตามกฎหมายพนักงานมีสิทธิจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนได้สูงสุด 15% ต่อเดือน ปีหนึ่งไม่เกิน 500,000 บาท และนายจ้างก็จ่ายสมทบได้สูงสุด 15% ของเงินเดือนพนักงานเช่นกัน แต่จะเกินกว่า 500,000 บาท ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าพนักงานคนใดได้รับเงินเดือน ๆ ละ 300,000 บาท นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 15% เท่ากับ 45,000 บาท ปีหนึ่งเท่ากับ 540,000 บาท ก็มีสิทธิทำได้ โดยนายจ้างสามารถหักเงินสมทบทั้ง 540,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในทางธุรกิจเพื่อลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% ของนายจ้าง
2. ลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF)
ทั้งนี้ ไม่ว่ามนุษย์เงินเดือนผู้นั้นจะเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วหรือไม่ก็ตาม และแม้จะได้จ่ายเงินสะสมข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราสูงสุด คือ 15% หากพนักงานผู้นั้นจ่ายสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่เต็มโควต้า 500,000 บาทต่อปี พนักงานก็ลงทุนในกองทุน RMF ได้อีก 15% ของรายได้ทั้งหมด คือ เงินเดือนบวกรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าเช่า ค่าล่วงเวลา ทั้งนี้ ยกเว้นเงินได้ประเภทที่ยกเว้นภาษีหรือคุณไม่อยากนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี เพราะได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายามเกณฑ์ของกฎหมายไว้แล้ว เช่น ดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารผู้จ่ายหักภาษีแล้ว 15% หรือเงินปันผลที่บริษัทหักภาษีแล้ว 10% แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับกองทุน RMF แล้วจะต้องไม่เกินกว่า 500,000 บาทต่อปี
ยกตัวอย่าง นายสุเทพได้รับเงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างซึ่งเขามีสิทธิจ่ายเงินสะสม 15% คือ เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปีเท่ากับ 360,000 บาท เนื่องจากนายสุเทพเป็นคนที่รู้จักดูแลค่าใช้จ่าย และมีความมุ่งมั่นที่จะออมเงินไว้สำหรับใช้ในยามที่ตัวเองและภรรยาจะเกษียณอายุ รวมทั้งเหลือเป็นเงินกองทุนให้ลูก ๆ ได้เรียนหนังสือจนจบชั้นปริญญาโท เมื่อหักค่าภาษีและค่าใช้จ่ายรายเดือนแล้ว นายสุเทพยังออมได้อีกเดือนละ 40,000 บาท หรือเท่ากับ 480,000 บาทต่อปี เขาจึงแบ่งเงิน 140,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 15% ของรายได้ ไปซื้อกองทุน RMF เมื่อรวมเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 360,000 บาท กับเงินลงทุนกับ RMF อีก 140,000 บาท คือ 500,000 บาท เท่ากับนายสุเทพใช้สิทธิการหักภาษีอย่างเต็มที่
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า หากเมื่อจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพสูงถึง 15% ของเงินเดือนแล้ว เขาจะหมดสิทธิซื้อกองทุน RMF อีก ความจริงก็คือ การออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุน RMF เมื่อรวมกันจะเกิน 15% ของเงินเดือนก็ได้ แต่จำนวนเงินขั้นสูงจะต้องไม่เกินปีละ 500,000 บาท
3. กองทุนหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund หรือ LTF)
เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยคุณลดภาษี โดยลงทุนในกองทุน LTF ทำให้คุณหักภาษีได้อีก 15% ของรายได้ทั้งหมด คือ เงินเดือน และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าเช่า เงินได้จากการประกอบธุรกิจในเวลาว่าง หรือรายได้พิเศษที่ทำในระหว่างสุดสัปดาห์ ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินเพื่อหักภาษี 15% โดยคุณซื้อกองทุน LTF ในลักษณะเดียวกับ RMF ข้างต้น
การออมเงินโดยซื้อหน่วยลงทุนของ LTF ให้ประโยชน์หลายประการ คือ
(1)คุณหักภาษีได้ถึง 15% ของรายได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องไปกังวลว่าคุณได้ออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุน RMF แล้วหรือไม่เท่าใด
(2) กองทุน LTF ลงทุนในหุ้นซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ในภาวะปกติซึ่งเศรษฐกิจเติบโตคุณก็มีโอกาสได้กำไรจากหุ้นที่คุณลงทุนไว้ เช่น หุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งราคา par อยู่ที่ 1 บาท แต่ขณะนี้ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถึงหุ้นละกว่า 200 บาท
(3) คุณมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อกองทุน LTF มีผลกำไร โดยผมจะแนะนำว่าควรซื้อกองทุน LTF ที่จ่ายเงินปันผล เพราะแม้หุ้นของประเทศไทยจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีความผันผวน เมื่อมีกำไรแล้วควรที่จะเอาเงินกำไรออกจากกองทุน แล้วนำไปลงทุนลักษณะอื่นที่มีความมั่นคงและผันผวนน้อยกว่า เช่น ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนตราสารหนี้ หรือทองคำ ซึ่งผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าหุ้น แต่โอกาสขาดทุนก็น้อยกว่าด้วย
(4) การซื้อกองทุน LTF ยังช่วยสร้างวินัยในการออมเงิน เพราะคุณมีโอกาสซื้อไปได้ทุก ๆ ปี ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม แต่จำนวนเงินต้องไม่เกินปีละ 500,000 บาท ด้วย
(5) กองทุน LTF คุณไม่ต้องซื้อติดต่อกันทุกปีอย่าง RMF คุณซื้อต่อเมื่อคุณมีเงินออม แต่ในหลักการควรซื้อทุกปี
(6) คุณถอนเงินออกจากกองทุน LTF ได้เมื่อถือไว้ถึง 5 ปี นับแต่ที่ซื้อมา ไม่ต้องรอจนกว่าจะมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปอย่าง RMF
------------------------------------------
หากคุณใช้สิทธิของกองทุนทั้งสามประเภทข้างต้น เท่ากับว่าคุณหักภาษีได้ปีหนึ่งถึง 1,000,000 บาท แต่ได้เงินออมสูงสุดถึง 1,500,000 บาท กล่าวคือ
1. เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ RMF รวม 500,000 บาท
2. ลงทุน LTF 500,000 บาท
3. นอกจากนี้คุณยังได้ประโยชน์จากเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากนายจ้าง ซึ่งบางคนได้รับถึงปีละ 500,000 บาท
รวมผลประโยชน์กองทุนทั้ง RMF, LTF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้ง 3 ข้อข้างต้น เท่ากับว่าคนผู้นั้นมีเงินออมสูงถึงปีละ 1,500,000 บาท ถ้าออมได้ในอัตรานี้ 10 ปี เงินต้นก็เท่ากับ 15 ล้านบาท เมื่อรวมกับดอกผลก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเท่าตัวของเงินต้น รวมแล้วคุณจะมีเงินออม 30 ล้านบาท ใน 10 ปี นับมากโขเลยทีเดียว
ในตอนที่ 3 ผมจะได้แนะนำวิธีลดภาษีอื่น ๆ ของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งก็อาจจะมีอยู่ไม่มาก แต่ก็ให้ประโยชน์ในด้านอื่นนอกจากเงินออม เช่น การประกันชีวิต และการผ่อนบ้าน เป็นต้น
ผมเอาใจช่วยมนุษย์เงินเดือนทุกคนครับ
|
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
www.saverclub.org |
|