การขอคืนภาษี ตอนที่ 1
โดย ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์
เมื่อมีคนถามว่าเท่าที่ได้สัมผัสเรื่องภาษีอากรมาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี ประเด็นไหนที่คิดว่ายากที่สุด ผมก็จะตอบว่า เรื่องการขอคืนภาษี เพราะว่าทางราชการจะเก็บภาษีได้มากหรือน้อยก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าจะต้องคืนภาษีให้ ทางการจะตรวจสอบอย่างละเอียดและใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากมีธรรมเนียมปฏิบัติในประเทศไทยว่าจะต้องไม่ทำให้ทางการเสียหาย และถ้าเกิดเสียหายขึ้นโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ ผู้นั้นอาจต้องใช้คืนให้แก่ทางการ
ดังนั้น เมื่อมีประชาชนคนใดไปขอคืนภาษีก็ต้องทำตามระเบียบเงื่อนไข มีเอกสารครบถ้วน และต้องยื่นขอภายในกำหนดของอายุความ คือ ปกติก็เพียง 3 ปี แม้มาตรา 193/31 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะบัญญัติว่า
“สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ส่วนสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาหนี้อย่างอื่นให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะของกฎหมายฉบับนี้”
คราวนี้คุณก็จะถามว่าสามารถขอคืนภาษีได้ในเรื่องใดบ้าง ผมแยกออกได้เป็น 4-5 ประเภท คือ
- ขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ
- อากรแสตมป์
- ดอกเบี้ยของการคืนภาษี
ในหลักการ หากคุณจะขอคืนภาษีอากรได้ ก็ต้องแสดงว่าคุณได้ชำระเกินไป ไม่ว่าโดยตรง เช่น คำนวณตัวเลขผิด หรือลืมหักค่าใช้จ่ายบางประการ หรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไปแล้วใช้เครดิตภาษีในปีที่ถูกหักได้ไม่หมด จึงมีเครดิตภาษีเหลือ ภาษีแทนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือแม้แต่อากรแสตมป์ ไม่สามารถที่จะยกยอดข้ามปีไปใช้ในปีต่อ ๆ มา เว้นแต่ภาษีเพียงประเภทเดียวที่จะสามารถพันยอดไปใช้เป็นเครดิตในเดือนหรือปีต่อ ๆ ไปได้ก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้การที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้บริษัทห้างร้านจะต้องประมาณการกำไรทั้งปีภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่สิ้นงวดบัญชีกลางปีแล้วชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งหนึ่งตามมาตรา 67 ตรี หากว่าคุณประมาณการกำไรไว้มากแล้วชำระภาษีเกินเนื่องจากในครึ่งปีหลังรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือเกิดมีรายจ่ายหรือผลเสียหายขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ทำให้ชำระภาษีเกิน คุณก็อยู่ในข่ายที่มีสิทธิขอคืนภาษีได้
หลักการ
ผมขอแนะนำว่า ก่อนที่คุณจะยื่นขอคืนภาษี ต้องตรวจสอบให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า
(1) คุณได้ชำระภาษีเกินไปจริง ๆ
(2) ไม่สามารถใช้เครดิตภาษีได้ทัน
(3) คุณมีเอกสารหลักฐานแสดงครบถ้วนในการขอคืนภาษี
(4) ต้องขอคืนภายในอายุความ ปกติคือ 3 ปี
(5) ยื่นแบบฟอร์มให้ถูกต้อง รวมทั้งยื่นกับหน่วยงานที่อำนาจอนุมัติการคืนภาษี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
การขอคืนภาษีประเภทนี้ผมจัดว่าอาจจะง่ายและสะดวกที่สุด เพราะในปีหนึ่ง ๆ เชื่อว่ามีบุคคลธรรมดายื่น ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 รวมทั้งภาษีกลางปีโดย ภ.ง.ด. 94 เป็นจำนวนมาก รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านฉบับจากประชาชนคนไทยทั้งหมด 67 ล้านคน นอกจากนี้โดยผลของมาตรา 50 ของประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนของพนักงานลูกจ้าง ทำให้ทางการได้รับเงินเร็วกว่าที่ภาษีจะถึงกำหนดชำระ ซึ่งในอันที่จริงการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผลดีต่อทั้งทางการและผู้เสียภาษี กล่าวคือ ทางการสามารถจัดเก็บภาษีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้านผู้เสียภาษีก็จะทยอยชำระภาษีไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนรายได้ที่เกิดขึ้น เพราะมิฉะนั้นแล้วคนเรา 4 ใน 5 คน หรือ 80% มักจะชอบใช้จ่าย มีเงินก็เก็บไม่อยู่ ถ้าหากไม่ผ่อนชำระภาษีโดยวิธีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างปีแล้ว เมื่อถึงกำหนดตอนสิ้นปีอาจจะไม่มีเงินสดเหลือพอที่จะชำระภาษีได้ ทำให้ต้องไปกู้ยืม หรือบางทีต้องมาขอผ่อนชำระกับกรมสรรพากร
ด้วยเหตุนี้ ท่านที่จ่ายภาษีเงินได้เกินหรือถูกหักภาษีไว้เกินก็ขอคืนได้ โดยการกากบาทหรือแสดงความจำนงไว้ตอนท้ายหน้าแรกของแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 อย่างไรก็ตาม เมื่อแสดงความจำนงไปแล้วอย่าได้นิ่งนอนใจว่าทางการจะคืนภาษีให้โดยอัตโนมัติ ต้องรอว่าภายในกำหนดเวลา 2-3 เดือน หากไม่ได้รับคืน หรือไม่ได้รับการติดต่อ คุณจะต้องติดตามสอบถามว่าที่ล่าช้ามีเหตุอันใด เช่น คุณคำนวณภาษีไม่ถูกต้อง หรือไม่แนบเอกสาร หรือต้องชี้แจงรายการเพิ่มเติม เป็นต้น
ท่านที่มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากจำนวนมีสูงพอสมควร เช่น เป็นพัน เป็นหมื่นบาท ผมแนะนำว่าควรศึกษาคำแนะนำการกรอกแบบของภาษีซึ่งทางกรมสรรพากรมีเผยแพร่ไว้แล้วขอคืน แต่หากชำระไปเพียงไม่กี่สิบหรือร้อยบาท อาจจะไม่คุ้มค่าก็ได้
คำแนะนำการกรอกแบบภาษีอาจจะยาว ขอให้มีความพยายามอ่านสัก 3-4 เที่ยว ก็จะเข้าใจดี และถ้าไม่เข้าใจก็สอบถามเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรก็จะได้รับคำชี้แจง คุณสามารถขอรับแบบคำแนะนำนี้ได้โดย download จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th หรือขอจากสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัดได้ทั่วราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาคำอธิบายวิธีกรอกแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้ของปี 2551 และ 2552 สำหรับผู้มีเงินได้ทั่วไป ซึ่งมีความยาวถึง 11 หน้า พบว่าเรื่องการขอคืนเงินภาษีมีกล่าวไว้เพียงสั้น ๆ ว่ากรมสรรพากรจะคืนเงินภาษีโดยส่งเป็นเช็คธนาคารกรุงไทย และถ้าผู้ยื่นแบบมิได้ลงลายมือชื่อ กรมสรรพากรจะยังไม่พิจารณาคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินนั้น แต่ไม่มีคำอธิบายประกอบ ทั้ง ๆ ที่ในทางปฏิบัติมีผู้สอบถามถึงการขอคืนภาษีอยู่เป็นประจำ อันที่จริงควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการขอคืน แหล่งที่จะติดต่อ เอกสารที่ใช้ประกอบ รวมทั้งระยะเวลา การยื่นและอนุมัติคำขอ คำเตือนว่าต้องขอคืนภายใน 3 ปี มิฉะนั้นจะขาดอายุความ เพื่อให้ประชาชนผู้เสียภาษีมีข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ต้องไปขวนขวายหาหรือสอบถามอีก เพื่อความสะดวก และประหยัดเวลาทั้งผู้เสียภาษีและผู้ดำเนินการคืนภาษีด้วย
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
การขอคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจะสลับซับซ้อนมากกว่าภาษีบุคคลธรรมดาหลายเท่า เนื่องจากภาษีที่บริษัทห้างร้านรวมทั้ง สาขาของบริษัทต่างประเทศ และกิจการร่วมค้า ต้องเสียก็ต่อเมื่อมีกำไรสุทธิในรอบเวลาบัญชีซึ่งมีระยะเวลา 12 เดือน ดังนั้น ในรอบปีใดที่ไม่มีกำไรสุทธิก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
นอกจากนี้หากบริษัทห้างร้านมีผลขาดทุนสะสมก็ยังยกยอดผลขาดทุนไปใช้หักจากกำไรในปีต่อ ๆ ไปได้อีก 5 ปี ซึ่งในประเด็นนี้ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 มีการพิจารณาว่า ควรให้หักผลขาดทุนสะสมควรยาวกว่า 5 ปี หรือไม่ ถ้าจะเทียบกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ก็จะมีพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมกำหนดให้หักผลขาดทุนสะสมยกยอดได้ถึง 10 ปี อย่างไรก็ตาม ทางการก็ยังไม่มีนโยบายที่จะขยายกำหนดระยะเวลา 5 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่า ในยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เช่น เมื่อปี 2538-2539 บริษัทต่าง ๆ ขาดทุนกันมหาศาล และกว่าจะพลิกกลับมามีกำไรต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปี ในช่วงวิกฤติจึงมีผลขาดทุนสะสมเกิดขึ้นทุกปี จนไม่สามารถใช้ได้ทัน จะเห็นได้ว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งถึงกับมีมติลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสมทิ้ง เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน บริษัทห้างร้านจะจ่ายเงินปันผลได้ต่อเมื่อมีกำไรสุทธิ ถ้ายังมีขาดทุนสะสม กำไรที่เกิดขึ้นต้องล้างผลขาดทุนให้หมดเสียก่อน ซึ่งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งได้หมดสิทธิในการหักขาดทุนสะสมแล้วเพราะเกินอายุความ 5 ปี ตามประมวลรัษฎากรแล้ว แต่ไม่อาจจ่ายเงินปันผลได้ จึงต้องมีการลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสมทิ้ง เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บค้างไว้ในบัญชีต่อไป หลังจากลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสมแล้วก็ทำให้ผู้ถือหุ้นมีความหวังว่าเมื่อบริษัทมีกำไรในอนาคต ก็มีโอกาสจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น
ด้วยเหตุนี้ บริษัทห้างร้านใดที่เชื่อว่ามีการชำระภาษีเกิน ไม่ว่าจะเนื่องจาก
- คำนวณตัวเลขผิดพลาด หรือคำนวณรายรับ-รายจ่ายตามเกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) ไม่ถูกต้อง ทำให้มีการชำระภาษีเกิน
- ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อค้าขายกับทางราชการ จึงถูกหักภาษี 1% ตามมาตรา 69 ทวิ หรือมีการหักภาษีตามมาตรา 3 เตรส และคำสั่งที่ ทป 4/2528 เช่น การรับจ้างทำของซึ่งถูกหักภาษี 3% หรือการให้เช่าทรัพย์สินมีการหักภาษี 5% ทำให้เกิดเครดิตภาษีจำนวนมากแล้วใช้ได้ไม่หมดในปีที่ถูกหักภาษี
- ได้ประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 กลางปี ตามมาตรา 67 ทวิ สูงไป จึงมีการชำระภาษีเกินแล้วสิ้นปีใช้ไม่หมด
- มีเครดิตภาษีจากกรณีอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถใช้ให้หมดในปีที่ได้รับเครดิตภาษี โดยกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ยกยอดไปใช้ในปีถัดไป
บริษัทห้างร้านเหล่านั้นย่อมมีสิทธิที่จะขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ทั้งนี้โดยแสดงความจำนงไว้ในหน้าแรกตอนล่างของ ภ.ง.ด. 50 หรือมิฉะนั้นก็ยื่นแบบ ค.10 (ตามที่มีตัวอย่างแนบ)
ก่อนที่ทางการจะคืนเงินภาษีให้ก็จะต้องมีการตรวจสอบว่า บริษัทห้างร้านได้ลงรายรับครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่? แล้วจึงพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายว่า ได้คำนวณตามรอบบัญชีถูกต้องไหม? เมื่อหักกลบแล้วมีกำไรและชำระภาษีเกินจริง จึงจะมีสิทธิได้รับภาษีคืน เนื่องจากการตีความกฎหมายมีความเห็นแตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับ-รายจ่ายตามบัญชี และยังมีประเด็นอื่นที่ยุ่งยาก เช่น การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน รายรับ-รายจ่ายซึ่งเกิดขึ้นจากการค้าขายกับต่างประเทศ หรือกฎเกณฑ์ที่ว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นในปีใดแม้จะมิได้มีการจ่ายจริงก็ต้องหักเป็นรายจ่ายในปีนั้น หากหักผิดรอบปี ก็จะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนในด้านภาษีอากรได้ ในเรื่องการจำหน่ายหนี้สูญตามกฎกระทรวงฉบับที่ 186 ก็มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมาก หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนก็จะตัดรายจ่ายเป็นหนี้สูญไม่ได้
จากประสบการณ์ของบริษัทห้างร้านหลายแห่ง ถ้าจำนวนภาษีที่จะขอคืนไม่สูง เช่น ไม่กี่แสน หรือเพียงหนึ่งล้านบาท บางครั้งก็ไม่คุ้มที่จะขอคืน เพราะนอกจากจะต้องไปชี้แจงรายละเอียด ส่งเอกสารอธิบายหลายครั้งหลายรอบต่อเจ้าหน้าที่แล้ว เรื่องก็อาจไม่จบ และเมื่อเจ้าหน้าที่ปรับปรุงยอดรายรับ-รายจ่ายแล้ว ดีไม่ดีบริษัทอาจแสดงกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 51 ต่ำเกินไป จึงต้องถูกประเมินภาษีเพิ่ม พร้อมด้วยเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ก็มีข้อยกเว้นที่ว่าบริษัทบางแห่ง เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้างซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างทุก ๆ ปี บางบริษัทได้ค่าจ้างปีหนึ่งหลายพันล้านบาท จึงถูกหักภาษีนับร้อยล้านบาท ถ้าไม่สามารถใช้เครดิตได้หมด จึงขอคืนภาษีเป็นประจำ โดยมีการลงบัญชีและเอกสารประกอบที่ชัดเจนครบถ้วน มีประวัติการชำระภาษีที่ดี จึงถูกจัดอันดับเป็นผู้เสียภาษีชั้นดี ก็อาจจะได้รับการภาษีคืนเร็วขึ้น
การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเตรียมเอกสารและรายการให้รอบคอบ หลาย ๆ กรณีจะต้องใช้บริการของที่ปรึกษาอีกด้วย
| |
ขอให้โชคดีครับ |
| |
|
|
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
www.saverclub.org |
|