หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
 
บทความ

การขอคืนภาษี ตอนที่ 2

โดย ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

ในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึงการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ในตอนที่ 2 นี้ เราจะมาคุยถึงรายละเอียดการขอคืนภาษีประเภทอื่น ๆ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT เริ่มใช้บังคับในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมีอัตรา 7% แต่ต้องระวังว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มนี้มีถึง 3 อัตรา คือ อัตราปกติ 7% ถ้าเป็นการส่งออกก็ใช้อัตรา 0% และมีกิจการหลายอย่างซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ก็ไม่มีสิทธิใช้ภาษีซื้อเป็นเครดิต ถ้ามีภาษีซื้อซึ่งถูกเรียกเก็บจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ขายบริการ ก็จะต้องนำมาบวกเป็นต้นทุนของการประกอบกิจการ ดังนั้น การเสีย VAT อัตรา 0% จึงดีกว่าการยกเว้น VAT เพราะคุณสามารถใช้เครดิตภาษีได้ จึงเป็นที่มาของการขอคืนภาษี

          ลักษณะของภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นวิธีขจัดภาษีซ้ำซ้อน ซึ่งเดิมมีอยู่ในระบบของภาษีการค้า ดังนั้น VAT จึงมีการให้เครดิตภาษีเป็นรายเดือน และถ้าใช้เครดิตในเดือนใดไม่หมดก็สามารถพันยอดยกไปใช้ในเดือนต่อ ๆ ไปโดยไม่มีกำหนด

          อย่างไรก็ตาม มีบริษัทห้างร้านบางประเภทที่มีเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือเป็นประจำ และประสงค์จะขอคืน เช่น

  1. บริษัทส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกบริการหรือสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่งออกเกือบ 100% ซึ่งจะมีภาษีเครดิตมูลค่าเพิ่มเหลือทุก ๆ เดือน ไม่มีโอกาสใช้ได้หมด จึงต้องการขอคืน
  2. บริษัทที่เริ่มต้นประกอบกิจการที่มีโรงงานขนาดใหญ่ที่ต้องซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมทั้งก่อสร้างเป็นเวลาหลายปีกว่าจะเสร็จ ดังนั้น ในช่วงการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรจึงไม่มียอดขาย ทำให้ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ เครดิตภาษีที่ได้รับใน 2-3 ปีแรกระหว่างก่อสร้างก็ขอคืนได้
  3. มีการเสียภาษีไว้ผิดหรือซ้ำ นำส่งภาษีไว้เกิน ผิด หรือ ซ้ำ หรือเสียภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษี

ในทางทฤษฎีทางการประสงค์จะคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้โดยเร็ว แต่เมื่อนำมาปฏิบัติก็เกิดอุปสรรคหลายประการ เช่น

  1. ทางการจะต้องตรวจสอบว่าภาษีซื้อที่นำมาใช้เครดิตมีเอกสารประกอบหรืออ้างอิงได้ชัดเจน เช่น ใบกำกับภาษีครบถ้วน และผู้ออกใบกำกับภาษีได้นำส่งภาษีตามหน้าที่ในกฎหมายหรือไม่? ปกติจะมีการสอบยืนยันด้วย
  2. มีการตรวจสอบด้านภาษีขายว่าผู้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิเสียภาษีอัตรา 0% หรือมียอดขายต่ำ จึงใช้เครดิตภาษีไม่หมดอย่างไร?
  3. ได้มีการทุจริตจัดทำใบกำกับภาษีปลอมแล้วนำมาเป็นเครดิตเพื่อขอคืนภาษี ทำให้ทางการเกิดความเสียหาย ถือเป็นการฉ้อฉลและมีความผิดในทางอาญา
  4. การพันยอดยกเครดิตภาษีมาใช้ในแต่ละเดือน บางครั้งผู้เสียภาษีก็ทำไม่ถูกต้อง จึงต้องมีการปรับปรุงรายการคำนวณภาษีใหม่ก่อนที่จะอนุมัติคืนภาษีให้

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบและปรับปรุงยอด รวมทั้งการตรวจเช็คเอกสารในด้านภาษีมูลค่าเพิ่มจะง่ายกว่าเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะไม่ต้องตรวจประเด็นเรื่องรายจ่าย หรือผลกำไร รวมทั้งการยกยอดผลขาดทุนจากเดือนหรือปีก่อน ๆ แม้กระนั้นก็ตามบางครั้งก็มีอุปสรรคในการตีความกฎหมาย เช่น กิจการใดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือต้องเสียภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกตัวอย่างธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่มีธุรกิจทั้งประเภทเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การให้เช่าซื้อ และกิจการให้กู้ยืมเงินซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งมีหลายครั้งที่กิจการ 2-3 ประเภทเหล่านี้คล้ายคลึงกันจนแทบจะแยกแยะกันไม่ออก จึงต้องอาศัยการตีความกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบจากคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรและหลักในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          ถ้าคุณประสงค์จะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มก็สามารถแสดงความจำนงไว้ท้ายแบบ ภ.พ.30 ซึ่งต้องยื่นกรมสรรพากรทุกเดือน และต้องลงลายมือชื่อให้ชัดเจน หากไม่ลงชื่อขอคืน กรมสรรพากรจะถือว่าคุณจะนำภาษีที่ชำระเกินในเดือนนั้นไปพันยอดเพื่อใช้ชำระในเดือนถัดไป นอกจากนี้ คุณควรแจ้งว่าจะขอคืนเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคาร มิฉะนั้นคุณก็ต้องยื่นแบบ ค. 10 ซึ่งต้องแนบเอกสารประกอบ 4 รายการดังนี้

1) หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลฉบับปัจจุบัน กรณีผู้ขอคืนเป็นนิติบุคคล
2) ใบกำกับภาษีซึ่งเป็นประเด็นที่ขอคืน
3) หลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
4) กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงนามในคำร้องแทนก็ให้แนบหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประจำตัวผู้มอบ และผู้รับมอบอำนาจ

ประการสุดท้ายเมื่อยื่นขอคืนไปแล้ว อย่าลืมคอยติดตามความคืบหน้าบ่อย ๆ ด้วย

การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ

ผู้ที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะส่วนใหญ่คือสถาบันการเงินและบริษัทพัฒนาหรือค้าอสังหาริมทรัพย์ การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะทำได้ตามเงื่อนไขดังนี้

  1. ต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษี ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบ
  2. คำร้องขอคืนภาษีใช้แบบ ค.10 และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือ ณ สถานที่อื่นตามมาตรา 91/10 วรรค 4) ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่แห่งนั้น

เอกสารที่ต้องยื่นประกอบคำร้องขอคืนภาษีมีดังนี้

(1) หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีผู้ขอคืนเป็นนิติบุคคล
(2) ใบเสร็จรับเงินภาษีธุรกิจเฉพาะ
(3) หลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ขอคืน

การขอคืนเงินอากรแสตมป์

ถ้าคุณเสียอากรแสตมป์เกินไปไม่น้อยกว่า 2 บาท คุณจะยื่นคำร้องขอคืนก็ได้ เมื่ออธิบดีเห็นว่ามีการชำระเกินไปจริง ก็ให้คืนค่าอากรที่เกินไปได้ แต่ต้องยื่นคำร้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันเสียอากร พร้อมด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารสนับสนุนคำร้อง (มาตรา 122)

          กรณีการขอคืนเงินค่าอากรแสตมป์ที่ชำรุดเสียหายสามารถทำได้ โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงการคลัง (หนังสือกระทรวงการคลังที่ 5327/2483 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2483)

ข้อสังเกต

  1. ผู้ขอคืนภาษีจะต้องติดตามว่าเมื่อยื่นคำร้องไปแล้ว 2-3 เดือน ในที่สุดได้ภาษีคืนหรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับคืนก็ควรติดต่อสอบถามหน่วยงานกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องว่าเกิดจากอุปสรรคประการใด เช่น ข้อมูลของทางการยังไม่พร้อม ไม่สามารถสอบยันได้ รอการตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ หรือบางครั้งเอกสารไม่ชัดเจน หรือไม่ครบถ้วน จึงต้องมีการชี้แจงและยื่นเอกสารให้ครบ
  2. การคืนภาษีของประเทศไทยยังเป็นระบบที่ทางการจะต้องตรวจสอบให้รอบคอบก่อนซึ่งต่างกับบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาที่เขาจะถือว่าเชื่อใจผู้เสียภาษี (Honor System) คือ ผู้ใดที่ขอคืน กรมสรรพากรสหรัฐฯ (Internal Revenue Service หรือ IRS) มักจะคืนเงินให้ก่อน โดยเชื่อว่าไม่มีการเอาข้อมูลเท็จมายื่นต่อทางการสหรัฐฯ แต่ถ้าหากว่าเป็นการขอคืนโดยทุจริต โทษก็จะรุนแรงมาก มีโอกาสติดคุกติดตะรางได้ และการฉ้อฉลภาษีของสหรัฐฯ บางครั้งไม่มีอายุความด้วย คือ แม้ตรวจพบในหลายสิบปีต่อมา ผู้ทำผิดก็ยังต้องรับผิดอยู่
  3. อายุความ แม้ผู้เสียภาษีจะมีสิทธิขอคืนภาษีที่ได้ชำระเกิน และได้แสดงความจำนงรวมทั้งยื่นคำขอประกอบกับเอกสารจนครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่ต้องระวังว่าได้ยื่นขอภายในกำหนดของอายุความซึ่งมีอยู่หลายมาตรา คือ
    1. มาตรา 27 ตรี ของประมวลรัษฎากรที่ใช้กับการขอคืนภาษีทั่ว ๆ ไปมีกำหนดอายุความไว้ 3 ปี
    2. มาตรา 63 เกี่ยวกับการขอคืนภาษีบุคคลธรรมดาก็ใช้อายุความ 3 ปี เช่นเดียวกัน
    3. มาตรา 84 การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีอายุความ 3 ปี

  4. การขอคืนภาษีอากรผู้ขอมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร แต่ในทางปฏิบัติน้อยคนมากที่จะได้รับคืนทั้งภาษีและดอกเบี้ย เพราะจะมีการอ้างว่าเหตุที่มีการคืนภาษีล่าช้าเนื่องจากความบกพร่องของผู้ยื่นขอเองที่ไม่มาชี้แจงให้ละเอียดหรือแนบเอกสารไม่ครบ ดังนั้น ถ้าคุณได้คืนภาษีที่ขอไว้ แม้ได้รับไม่เต็มทั้งจำนวน เช่น ขอคืนไป 100 บาท ได้รับมา 80 บาท ก็ต้องถือว่าคุณทำได้ดีแล้ว



    หากคุณขอคืนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็จะไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษี

  ขอให้ทุกท่านเสียภาษีตามกฎหมายและโชคดีครับ
   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org
  Download