หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
วางแผนภาษีบริษัทห้างร้าน ตอนที่ 2

 

วางแผนภาษีบริษัทห้างร้าน ตอนที่ 2

ตอน สิทธิประโยชน์จาก BOI

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน

www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

 

          ผมได้เขียนถึงวิธีวางแผนภาษีบริษัทห้างร้านตอนแรกเมื่อหลายเดือนก่อน และตั้งใจจะเขียนต่อให้จบแต่ถูกขัดจังหวะโดยที่มีเรื่องด่วนเกี่ยวกับการจ่ายปันผลเป็นหุ้น(Stock Dividend)การแตก parหรือลดมูลค่าหุ้นเพื่อขยายปริมาณหุ้นสำหรับซื้อขายในตลาด ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องของหุ้นที่จดทะเบียน รวมทั้งการซื้อหุ้นคืน(Share Buy Back)เพื่อกระตุ้นแรงซื้อของหุ้นที่นักลงทุนสนใจมาก เพราะหุ้นตัวไหนที่มีการซื้อขายและสภาพคล่องสูงย่อมเป็นที่ต้องการของกองทุนต่างประเทศซึ่งจะเสริมให้ราคาดีขึ้น

          เราได้กล่าวถึงภาษีของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (Small and Medium EnterprisesหรือSME)มาแล้ว  ในตอนนี้ผมจะแนะวิธีการยกเว้นภาษีซึ่งหลาย ๆ คนอาจมองข้ามไป เพราะไปเข้าใจว่าเป็นวิธีที่ยุ่งยากหรือไม่เปิดช่องให้SMEใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก

          ประเทศไทยมีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนใช้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 26 คือ ราวปี พ.ศ. 2505 และมีการปรับปรุงกันมาหลายครั้ง

          ในอันที่จริงการขอรับส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายปัจจุบันง่ายขึ้นและเป็นที่แพร่หลายของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ทั้งสำหรับนักลงทุนสัญชาติไทยและต่างด้าว  ในสมัยก่อนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือBOIมักจะส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการขนาดใหญ่ เพื่อผลิตสินค้าซึ่งใช้ทดแทนการนำเข้า ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออกซึ่งบริษัทผู้ส่งออกก็จะได้ประโยชน์ทางภาษีอากรมากขึ้น แต่แล้วเมื่อประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรการค้าโลก (World Trade OrganizationหรือWTO)ซึ่งมีเจตนารมย์ให้การค้าระหว่างประเทศแข่งขันกันอย่างยุติธรรม การเน้นการส่งออกหรือกำหนดว่าอุตสาหกรรมจะต้องส่งออกเท่านั้น เท่านี้ เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่จึงค่อย ๆ หายไป กลายเป็นเรื่องของการช่วยเหลืออุดหนุนแทน เช่น เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งอัตราที่รัฐบาลจัดเก็บในปัจจุบันคือ 7%แต่หากเป็นการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ ผู้ส่งออกก็ได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 0%ซึ่งเป็นอัตราที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะนอกจากจะไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ภาษีซื้อซึ่งกิจการบริษัทห้างร้านได้รับจากผู้ขายสินค้า (Supplier)หรือผู้ให้บริการ (Contractor)ยังสามารถใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อหักออกจากภาระภาษีของการขายสินค้าและ บริการ หรือหากไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นกิจการที่ส่งออกเกือบทั้ง 100%เครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเกินก็ขอคืนเป็นเงินสดได้

 

          สิทธิประโยชน์ หลักประกัน และการคุ้มครองของกิจการ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนแยกได้ดังนี้

 

          สิทธิประโยชน์ทางภาษี

1.       ยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร

2.       ลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น

3.       ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินปันผล

4.       ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50

5.       หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา เป็นสองเท่า

6.       หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นร้อยละ 25

7.       ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก

 

          สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร

1.       อนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุน

2.       อนุญาตให้นำช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

3.       อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน

4.       อนุญาตให้ส่งออกซึ่งเงินตราต่างประเทศ

 

          หลักประกัน

1.       รัฐจะไม่โอนกิจการของผู้ที่ได้รับการส่งเสริมมาเป็นของรัฐ

2.       รัฐจะไม่ประกอบกิจการขึ้นใหม่เพื่อแข่งขัน

3.       รัฐจะไม่ผูกขาดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันกับที่ผู้ได้รับการส่งเสริมผลิต

4.       รัฐจะไม่ควบคุมราคาผลิตภัณฑ์ของผู้ที่ได้รับการส่งเสริม

5.       รัฐจะอนุญาตให้ส่งออกเสมอไป

6.       รัฐจะไม่อนุญาตให้ส่วนราชการ องค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ นำผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ได้รับการส่งเสริมเข้ามา โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้า

 

การคุ้มครอง (พิจารณาตามความเหมาะสม)

1.       การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษขาเข้าสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ผลิตได้ในประเทศแต่ไม่เกินร้อยละ 50 ของราคารวมค่าประกันภัย และค่าขนส่ง โดยใช้บังคับไม่เกินคราวละ 1 ปี

 

2.       ในกรณีที่เห็นว่าการคุ้มครองข้างต้นยังไม่เพียงพอก็อาจเพิ่มมาตรการ ห้ามการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ผลิตได้ในประเทศ

 

3.       ประธานกรรมการของ BOIมีอำนาจสั่งช่วยเหลือ หากผู้ได้รับการส่งเสริมประสบปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินกิจการ

 

4.       ประธานกรรมการของ BOIมีอำนาจสั่งแก้ไขกรณีที่โครงสร้างอัตรา หรือวิธีการจัดเก็บภาษีอากรค่าบริการหรือค่าธรรมเนียม เป็นอุปสรรคต่อกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

 

          อนึ่ง แม้กฎหมายจะกำหนดว่า ประธานกรรมการของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คือ นายกรัฐมนตรี แต่ในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการแทน

 

          ขนาดของกิจการที่จะได้รับการส่งเสริมก็หดเล็กลงไปมาก ปัจจุบันมีหลายบริษัทซึ่งเข้าข่ายได้รับการส่งเสริมเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท นอกจากนี้ประเภทธุรกิจที่มีสิทธิได้รับการส่งเสริมก็ได้พัฒนาไปในด้านการให้บริการมากขึ้น ดังนั้น กิจการภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม การท่องเที่ยว Information Technologyหรือ ITหรือแม้แต่การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software Development)ก็อยู่ในข่ายที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมีสิทธิยกเว้นภาษีถึง 8 ปีเต็ม และอาจได้สิทธิลดภาษีอีกร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี หลังจากที่ระยะเวลาการยกเว้นภาษี 8 ปีหมดลงแล้ว เมื่อรวมกันบริษัทก็จะได้ประโยชน์ทางภาษียาวนานถึง 13 ปีเลยทีเดียว

 

          ผมอยากจะให้นักธุรกิจหลาย ๆ คนที่เตรียมจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การผลิต หรือการบริการ หันมาสนใจเรื่องสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น เพราะการที่บริษัทมีสิทธิยกเว้นหรือได้รับการลดภาษีหรือหักค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จ่ายไปจริง ย่อมเป็นการสร้างแต้มต่อในการทำธุรกิจและสามารถเอาชนะคู่แข่งแบบชนิดตัดเชือกได้เลยทีเดียว

 

          ตัวอย่างข้อได้เปรียบของกิจการที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI

 

                                        บริษัท Aได้รับ BOI                        บริษัท Bไม่ได้รับ BOI

 

กำไรก่อนภาษี                               100  บาท                                      100    บาท

ภาษี                                                  0  บาท                                         23    บาท

กำไรหลังภาษี                               100  บาท                                        77    บาท

ภาษีเงินปันผล ปกติ 10%                  0  บาท                                         7.7 บาท

เงินปันผลของผู้ถือหุ้น                    100  บาท                                      69.3 บาท

 

          ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลจากบริษัท A100 บาท ซึ่งมากกว่าเงินปันผลของบริษัท Bที่ 69.3 บาท ผลต่างทางภาษีที่ประหยัดได้ คือ 30.7 บาท หรือ 30.7%ในจำนวนเงินกำไร 100 บาทเท่ากัน ซึ่งสิทธินี้ไม่ใช่มีเพียงปีเดียว แต่จะมีอยู่ถึง 8 ปี

 

          ในตอนต่อไปเราจะมีแง่มุมในทางภาษีที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องภาษีของการส่งเสริมการลงทุนมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเพื่อนำไปใช้ประโยชน์

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

   ดร. สุวรรณ

 

English Version