หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
วางแผนภาษีบริษัทห้างร้าน ตอนที่ 3

 

วางแผนภาษีบริษัทห้างร้าน ตอนที่ 3

ตอน สิทธิประโยชน์จาก BOI  ตอนที่ 2

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน

www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

 

          มีสุภาษิตของฝรั่งบทหนึ่งกล่าวว่า “A Penny You Save is a Penny You Earn”ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “หากท่านประหยัดเงินได้หนึ่งสตางค์ เท่ากับรายได้ของท่านเพิ่มขึ้นหนึ่งสตางค์” จึงมีคนถามว่า ถ้าใช้สุภาษิตนี้มาปรับกับการลดหรือประหยัดภาษีจะได้ผลเท่า ๆ กัน หรือไม่? ผมตอบว่า ถ้าท่านลดภาษีได้ 1 บาท เท่ากับยอดขายของท่านเพิ่มขึ้น 22%แต่จ่ายภาษีเท่าเดิม

 

          หลายคนสงสัยว่า ทำไมจึงถือว่ารายได้เพิ่มขึ้นมาก ผมเจียรนัยให้ฟังดังนี้

 

                    บริษัทห้างร้านมียอดขาย                         100.00  บาท

                    ต้นทุน 80%                                             80.00  บาท

                    กำไรขั้นต้น 20%เท่ากับ                          20.00  บาท

                    เสียภาษี 23%เท่ากับ                              4.60  บาท

                    กำไรหลังจากหักภาษีเท่ากับ                  15.40  บาท

 

          กล่าวคือ หากบริษัทรักษาระดับกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20%ยอดขายทุก ๆ 22 บาท จะเป็นภาษี 1 บาท (มาจาก 100 หารด้วย 4.60 =22) ดังนั้น ถ้าคุณวางแผนให้ลดภาษีลงไปได้ 1 บาท เท่ากับว่าคุณเพิ่มยอดขายได้ 22 บาท เป็น 122 บาท แต่ยังจ่ายภาษีเท่าเดิมเหมือนกับสมัยที่คุณยังไม่ได้วางแผนภาษีและมีรายได้ 100 บาท

 

          ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าการวางแผนเพื่อลดภาษีตามกฎเกณฑ์และขั้นตอนของกฎหมายช่วยให้

 

  1. กำไรหลังหักภาษีที่เพิ่มขึ้นเป็นเสมือนหนึ่งว่าบริษัทเพิ่มยอดขายได้ 22%โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมหรือเหนื่อยแรงมากขึ้น
  2. เงินที่ต้องนำไปจ่ายภาษีก็ลดลง ทำให้ผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นได้กำไรมากขึ้น
  3. เงินสดก็ไม่ต้องจ่ายออกจากบริษัทเพื่อไปชำระภาษี  ทำให้ Cash Flow ดีขึ้น
  4. ผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการก็มีความภูมิใจที่บริษัทดำเนินกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ0

 

มาถึงขั้นนี้หากคุณนึกอีกทีว่าแทนที่ภาษีต้องเสียไม่ว่าจะเป็น 4.60 บาท หรือเท่าใดก็ตาม และได้รับการยกเว้นทั้งหมดเป็นเวลาติดต่อกันถึง 8 ปี โดยใช้สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุน (Board of InvestmentหรือBOI)กิจการของคุณจะมั่นคงแข็งแรงขึ้นทั้งในด้านการแข่งขันกับธุรกิจอื่นไม่ว่าในหรือนอกประเทศ  และสร้างแต้มต่อให้กับผู้บริหารหรือผู้ลงทุนด้วย

 

ในตอนที่แล้วผมจึงแนะนำว่า บริษัทห้างร้างต่าง ๆ ควรให้ความสนใจกับสิทธิประโยชน์ของการส่งเสริมการลงทุนจาก BOIเพราะสิทธิประโยชน์เหล่านี้ช่วยให้กิจการของคุณสามารถแข่งขันดีขึ้นโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงหรือลงทุนเพิ่มเติม เพียงแต่ทำตามระเบียบและขั้นตอนเท่านั้น

 

ในตอนนี้เราจะมาแนะนำว่า หากคุณขอสิทธิประโยชน์จาก BOIหรือเมื่อได้สิทธิมาแล้วควรจะใช้อย่างไรจึงได้ผลเต็มที่ ซึ่งผมแบ่งออกเป็น 9 ข้อดังต่อไปนี้

 

  • การใช้ประโยชน์สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคล
  • การยกเว้นภาษีเงินปันผล
  • ระวังเรื่องอัตรากำลังการผลิต
  • ขั้นตอนการผลิตในโครงการ
  • ข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ทางภาษีที่โยงกับการลงทุน(Cap on Investment)
  • วิธียกเว้นข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ทางภาษีโดยวิธี STI
  • การต่ออายุสิทธิยกเว้นภาษี
  • การใช้ประโยชน์ของที่ปรึกษาการลงทุน
  • กำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิประโยชน์  -  Timing

 

ในตอนนี้จะกล่าวถึงสองหัวข้อแรกเสียก่อนแล้วค่อยขยับไปหัวข้ออื่นในโอกาสต่อไป

 

(1)     การใช้ประโยชน์สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคล

 

          เมื่อคุณยื่นคำขอและบรรยายถึงโครงการที่จะขอรับการส่งเสริมจนในที่สุดได้รับอนุมัติและมีบัตรส่งเสริมมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  การใช้ประโยชน์ยกเว้นภาษีมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน ขั้นต่ำจะได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี แต่ขั้นสูงจะได้ไม่เกิน 8 ปี คำถามว่าระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดกำหนดกันอย่างไร

 

          กำหนดระยะเวลาเริ่มต้น

 

          มาตรา 31 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนบัญญัติว่า ระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เริ่มตั้งแต่วันแรกที่มีรายได้จากโครงการที่ได้รับส่งเสริม ในที่นี้วันเริ่มต้นให้เป็นไปตามกฎหมายบัญชีที่ว่ากิจการมีสิทธิได้รับเงินจากลูกค้าเมื่อใด ซึ่งการพิจารณาในเรื่องนี้ปกติให้พิสูจน์จากการออกใบแจ้งหนี้หรือที่เรียกว่า Commercial Invoiceเพื่อเรียกเก็บค่าสินค้าหรือบริการเป็นวันเริ่มต้นของการนับเวลา ไม่ว่าคุณจะได้สิทธิ 3 ปี หรือ 8 ปี

 

          การกำหนดวันเริ่มต้นมีข้อสำคัญคือ กิจการบางประเภทจะรีบบันทึกรายได้ เช่น การให้บริการ ทำได้เร็ว แต่กิจการบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนจัดซื้อที่ดิน ก่อสร้างโรงงาน ทดสอบเครื่องจักร จนแน่ใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมาได้มาตรฐานในเชิงพาณิชย์ และตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่กำหนดแล้วจึงเริ่มทำการขาย ในระหว่างทดลองเครื่องจักรอาจจะผลิตสินค้าได้แต่ต่ำกว่ามาตรฐานโดยบริษัทไม่ประสงค์จะขาย เพราะทุกกิจการประสงค์จะจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดีเพื่อให้ได้ราคาสูง ดังนั้น บริษัทสามารถเดินเครื่องจักรแล้วเก็บสินค้าเอาไว้ก่อนจนพร้อมที่จะขายในเชิงพาณิชย์จึงออกใบแจ้งหนี้ใบแรกเพื่อเริ่มนับเวลาที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

          ในประเด็นนี้ทางราชการไม่ว่ากรมสรรพากรที่ดูแลรับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ BOIไม่ค่อยจะมีข้อกังขาว่ากิจการจะเริ่มต้นช้าหรือเร็วเพราะระยะเวลาการยกเว้นภาษีได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้ว หากเริ่มช้าก็จะหมดช้า หรือเริ่มเร็วก็จะหมดเร็ว ระยะเวลา 3 ปี หรือ 8 ปี เป็นการกำหนดตายตัว ทางราชการจะไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแต่ประการใด

 

          แต่หากพิจารณาในด้านผลกำไรในเชิงพาณิชย์ ทุกบริษัทห้างร้านประสงค์จะใช้เวลาการยกเว้นภาษีโดยมีกำลังการผลิตสูงสุด ดังนั้น ถ้าหากว่ายังไม่พร้อมที่จะนับเวลาเริ่มต้นก็อย่าเพิ่งออกใบแจ้งหนี้หรือขายสินค้า โอนกรรมสิทธิ์สินค้า หรือรับชำระราคาเป็นอันขาด เพราะหากเริ่มต้นนับเวลาการยกเว้นภาษีแล้ว โชคไม่ดีเครื่องจักรเกิดสะดุด มีอุปสรรค ทำให้ต้องระงับการผลิตชั่วคราว หรือแม้กระทั่งหยุดเครื่องเพื่อปรับแต่งหรือแก้ไข กำหนดการยกเว้นภาษีเมื่อเริ่มแล้วจะเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าบริษัทจะทำงานเต็มกำลังการผลิต หรือหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวก็ตาม เช่นเดียวกับการนับระยะเวลาการคิดค่าเสื่อมค่าสึกหรอว่า ถ้าคุณเริ่มใช้สินทรัพย์ถาวรชิ้นใด และหักค่าเสื่อมค่าสึกหรอแล้วก็จะต้องหักต่อไปไม่ว่าจะมีการหยุดใช้ทรัพย์สินชิ้นนั้นหรือไม่ หากจะหยุดคิดค่าเสื่อมค่าสึกหรอก็ต้องทำลายสินทรัพย์ชิ้นนั้นหรือจำหน่ายจ่ายโอนออกไปจากบริษัท

 

(2)     การยกเว้นภาษีเงินปันผล

 

          เจตนารมย์ของกฎหมายและของรัฐบาลก็คือ เมื่อกิจการมีกำไรก็จะโอนไปเข้าบัญชีกำไรสะสมของบริษัทซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นทุนสำรองหรือจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ต้องบอกว่าผู้ถือหุ้นทุกคนนำเงินมาลงทุนให้กับบริษัท บริษัทได้รับเงินมาโดยไม่มีภาระ คือ ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย และไม่ต้องชำระเงินต้นคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วย ดังนั้น คณะกรรมการก็ดี ฝ่ายบริหารของบริษัทก็ดี จึงควรที่จะบริหารกิจการของบริษัทให้เติบโต ขยายกำลังการผลิต และมีรายได้ก่อให้เกิดผลกำไร ปกติกำไรจะต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 20-23%ตามที่กฎหมายกำหนด หรือได้รับยกเว้นภาษีจากสิทธิประโยชน์ของ BOIกำไรสะสมส่วนที่เกินความจำเป็นที่ต้องสำรองไว้ใช้ขยายกิจการหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน  ก็ควรจ่ายแจกให้ผู้ถือหุ้น

 

          BOIเล็งเห็นว่า การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะทำให้กำไรสะสมของบริษัทเพิ่มขึ้น เมื่อจ่ายเป็นเงินปันผล หากเก็บภาษีเงินปันผลก็เป็นการลงโทษผู้ถือหุ้นทางอ้อม ปัจจุบันภาษีเงินปันผลอยู่ในอัตรา 10%สำหรับผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ส่วนนิติบุคคลส่วนใหญ่ก็จะได้รับการลดอัตราลงครึ่งหนึ่ง อัตราในปี 2555 อยู่ที่ 23%ลดครึ่งหนึ่งเหลือ 11.5%ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไปเมื่ออัตราภาษีลดลงเหลือ 20%เงินปันผลได้รับการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งเหลือ 10%ซึ่งจะเท่ากับของบุคคลธรรมดานั่นเอง

 

          รัฐบาลเล็งเห็นว่าเมื่อเปิดไฟเขียวยกเว้นภาษีนิติบุคคลแล้วก็ควรจะให้มีไฟเขียวตลอดทางคือ ยกเว้นภาษีเงินปันผลอีกด้วย มิฉะนั้นเท่ากับว่าให้ประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลแต่ไปลงโทษผู้ถือหุ้นเรื่องภาษีเงินปันผล ด้วยเหตุนี้ จึงมีการตราไว้ในมาตรา 34 ของพระราชบัญญัติ BOIว่า ในช่วงที่บริษัทได้รับยกเว้นภาษี หากมีการประกาศจ่ายเงินปันผล เงินปันผลเหล่านั้นก็ได้รับยกเว้นภาษีไปด้วย จึงทำให้ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนได้ประโยชน์เต็มที่จากสิทธิของ BOIกล่าวคือ หากได้กำไร 10,000 บาท ก็สามารถรับเป็นเงินปันผลทั้ง 10,000 บาท โดยไม่ต้องเสียภาษี

 

          ข้อควรระวังคือ จะต้องเป็นการจ่ายเงินปันผลในช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคลด้วย เช่น ได้รับยกเว้นภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 – 31 พฤษภาคม 2558 เป็นเวลา 8 ปี คำถามก็คือ ปี 2558 รอบบัญชีจะหมดวันที่ 31 ธันวาคม แต่สิทธิยกเว้นภาษีจะหมดวันที่ 31 พฤษภาคม แล้วกำไร 5 เดือนแรกของรอบปีที่ 8 อยากจะได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผลจะจ่ายอย่างไรดี

 

          เรื่องนี้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 1201 วรรค 2 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมตอนสิ้นปีเสมอไป แต่สามารถจ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลโดยใช้มติของคณะกรรมการแทนมติของผู้ถือหุ้น

 

          รายละเอียดการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลก็ดี และวิธีการระบุว่าเป็นเงินปันผลจากกิจการ BOIไว้ในมติผู้ถือหุ้นและมติของคณะกรรมการให้ชัดเจน ไม่ให้ถูกโต้แย้งจากกรมสรรพากรก็ดี เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งผมจะเขียนให้ทราบในโอกาสต่อไป

 

พบกันใหม่ ขอให้ทุกท่านโชคดี

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร

 

English Version Click here