หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีกับความมั่งคั่ง (ตอนที่ 3)

         ผมพูดอยู่เสมอว่า ภาษีและความมั่งคั่งไม่ใช่เป็นของคู่กัน คนเราสามารถที่จะมีความมั่งคั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีมาก และจ่ายช้า ๆ คือ จ่ายภาษีแต่พอสมควรก็ได้ด้วย ในตอนที่แล้วเราได้พูดถึงกรณีการใช้บริษัทต่างประเทศเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการจัดการภาษีให้ชำระได้อย่างถูกต้อง และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย บัดนี้หลายท่านถามว่าในส่วนที่เกี่ยวกับตัวบุคคลเอง หากจะสะสมสร้างความมั่งคั่งหรือสะสมทรัพย์สมบัติต่าง ๆ หรือทำให้มีรายได้จำนวนมาก จะต้องเสียภาษีมากน้อยเพียงใด จะจัดการเรื่องภาษีได้อย่างไร

 

         สำหรับบุคคลธรรมดาแม้จะมีเงินได้แต่กฎหมายก็เขียนว่ามิใช่มีเงินได้ทุกประเภทที่ต้องเสียภาษี เพราะมีสาเหตุการยกเว้นภาษีหลาย ๆ ประการด้วยกัน เช่น

 

         (1)   รายได้ที่เกิดขึ้นต่างประเทศคุณไปทำงานในประเทศอื่น รายได้ที่เกิดขึ้นก็ไม่ต้องเสียภาษีไทย แต่จะต้องเสียภาษีในดินแดนที่คุณมีรายได้หรือไม่ หรือเสียมากน้อยเพียงใด ก็เป็นไปตามกฎหมายท้องถิ่นของประเทศเหล่านั้น เนื่องจากประมวลรัษฎากรของไทยจะเก็บภาษีจากแหล่งเงินได้(Source of Income) สมัยนี้มีคนไทยจำนวนมากที่ไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งแต่เดิมส่วนใหญ่ไปร่ำเรียนหนังสือในต่างแดนแล้วก็มีงานทำเมื่อเรียนจบ เลยไม่ได้กลับมาที่ประเทศของตน หรือไปใช้แรงงานโดยจะมีคำพูดทั่วไปว่า “ไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบีย” แต่ในปัจจุบันคนไทยไปทำงานในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก          

 

                 เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ผมได้ไปดูการเจาะน้ำมันในเกาะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของสก๊อตแลนด์ในสหราชอาณาจักร โดยเกาะนี้อยู่สูงขึ้นไปจนถึงถือว่าอยู่ในเขตของขั้วโลกเหนือ เกาะนี้มีแต่ลพัดแรง อากาศหนาวจัด ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย มีแต่ต้นหญ้าเรี่ยดิน ในขณะที่ดูกิจการและได้คุยกับเพื่อน ๆ ก็มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งเข้ามาคุยด้วย ซึ่งเราก็แปลกใจว่าในเกาะห่างไกลเช่นนี้ทำไมถึงมีคนไทยมาทำงาน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าเธอแต่งงานกับทหารเรืออเมริกันซึ่งประจำอยู่หน่วยรักษายามฝั่ง(US Coast Guard)และสามีได้มาประจำอยู่ที่เกาะนี้ตามความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองทัพเรือสหราชอาณาจักร ซึ่งเขาเองก็ดีใจมากที่ได้พบและพูดคัยกับคนไทย เขาเล่าว่าอยู่ที่นี่เป็นเวลาช้านานแล้วไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาไทยเลย จะพูดไทยกันอยู่แค่สองคนกับสามี

 

                 งานที่คุณทำนอกประเทศอาจสร้างรายได้สูงมาก และถ้าหากมีการประหยัด ลงทุนจนเกิดผลงอกงามจำนวนมาก เมื่อนำเข้ามาในประเทศไทยในปีถัดมา เช่น คุณทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 – 2559 พอต้นปี 2560 คุณก็นำเงินที่เก็บได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้จ่าย  เงินเหล่านั้นก็ไม่ต้องเสียภาษี

 

                 แต่ขอให้ตระหนักว่า คุณมีหลักการการเงินหรือไม่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง วิธีพิสูจน์ คือ ผมจะแนะนำคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ และต้องการนำเงิน Offshoreกลับมาในประเทศไทยว่า ควรจะจัดทำหลักฐานให้เรียบร้อย เช่น ถ้าหากว่ามีเงินฝากก็ควรจะมี Statement ของธนาคารมาแสดงให้ดูว่าเป็นเงินที่ฝากไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ก่อนที่มีการนำเงินเข้ามา เพราะถ้าหากคุณไม่สามารถแสดงหลักฐานได้จะกลายเป็นว่าคุณสูญเสียสิทธิในการยกเว้นภาษี

 

         (2)   รายได้ที่ยกเว้นภาษี  เงินได้หลายประเภทแม้จะเกิดขึ้นกับตัวคุณเองในประเทศไทยก็ยังไม่ต้องเสียภาษี อาทิเช่น กำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้น ไม่ว่าคุณจะถือหุ้นอยู่นานเท่าใด จะเป็นประเภทคนเล่นหุ้นช่วงสั้น คือ ซื้อเช้า ขายเที่ยง, ซื้อเที่ยง ขายบ่าย, ซื้อบ่าย ขายเย็น ในวันเดียวกัน หรือถือยาวเป็นเดือนๆ เป็นปี ๆ กำไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ในเรื่องนี้อย่าไปหลงดีใจว่ารัฐบาลใจดีกับคุณที่ยกเว้นภาษีของกำไรการขายหุ้นจากการค้าหุ้น เพราะรัฐบาลเพียงแต่ต่อรองกับคุณเท่านั้นว่า ถ้าคุณได้กำไร ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าคุณขาดทุน ห้ามเอาผลขาดทุนมาหักภาษี

 

                  ทุกคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นคงจะรู้ว่าแม้จะเป็นเซียนหุ้นเก่งระดับใดก็ตาม การซื้อขายหุ้นมีทั้งกำไรและขาดทุนปน ขออย่างเดียวว่า กำไรมากกว่าขาดทุนก็แล้วกัน เช่น ซื้อหุ้น 10 ตัว กำไร 8 ตัว ขาดทุน 2 ตัว ต้องพยายามศึกษาหาความรู้ และใช้ความรอบคอบ ห่างไกลความโลภ หลายคนบอกว่า ลงทุนในตลาดหุ้นให้มีกำไรจะต้องเป็นคนเลือดเย็น (Cold Blood)ถ้าเป็นคนเลือดร้อน มุทะลุ ละโมบ โอกาสทำกำไรจากตลาดหุ้นจะน้อยมาก จะกลายเป็นว่า ซื้อหุ้น 10 ตัว ขาดทุน 7 ตัว กำไรแค่ 3 ตัว เป็นต้น

 

                 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดหุ้นมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ ตามสถานะของเศรษฐกิจ (Side Way Up) โดยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ดัชนีตลาดหุ้นเริ่มต้นที่ 100 ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,600 แสดงว่าในระยะเวลา 30 ปี ตลาดหุ้นโตขึ้น 15 เท่า หรือประมาณ 1,500% แต่อันที่จริงแล้วตลาดหุ้นโตมากกว่าตัวเลขดังกล่าว เพราะดัชนีถูกถ่วงด้วยการจ่ายเงินปันผลของบริษัทในตลาดหุ้น กล่าวคือ ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินปันผล ราคาหุ้นจะตกลงใกล้เคียงกับจำนวนเงินปันผล จึงดึงเอาดัชนีลดลงมาด้วย  แต่ผู้ถือหุ้นก็ได้เงินปันผลไปแล้ว ถ้าหากว่าบริษัทในตลาดหุ้นไม่มีบริษัทใดจ่ายเงินปันผล ขณะนี้ดัชนีน่าจะอยู่ที่อย่างน้อย 3,000 จุด

 

         ทุกท่านที่มีใจดีต่อเพื่อนมนุษย์และคิดทำในสิ่งที่ดี ๆ ถือว่าท่านมีความมั่งคั่งแล้ว มีมหาบุญลาภแล้ว เพราะท่านจะได้รับสวรรค์เป็นรางวัลในจิตใจของท่าน   ขอให้โชคดีครับ

 

  

                                                   ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร