หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ดูแลสินทรัพย์ให้งอกเงย

 

26 สิงหาคม 2554

 

ดูแลสินทรัพย์ให้งอกเงย

Wealth Protection

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน

www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

 

 

          โดยทั่วไปเมื่อนึกถึงเงินทองคนเรามักจะคิดไปในเรื่องของการทำงานให้หนัก มุ่งหารายได้ ซึ่งถ้าเป็นคนประหยัดก็จะมีเงินเหลือเก็บออม แล้วเอาไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี แต่จะไม่ค่อยคำนึงว่าเงินที่มีอยู่คุณได้ดูแลให้พ้นจากความเสี่ยงซึ่งมีอยู่นานับประการ ผมแนะนำว่าการลงทุนที่รอบคอบ ควรจัดอันดับความสำคัญและดูแลความเสี่ยงดังต่อไปนี้

 

          1.       คำนึงถึงความเสี่ยงของเงินลงทุนเป็นอันดับแรก

          2.       ลงทุนในสิ่งที่เราพอใจและให้ความสุข

          3.       ผลตอบแทนจะมากหรือน้อยถือเป็นอันดับ 3

          4.       จัดอันดับความเร่งด่วนก่อนหลัง

 

          นักลงทุนมักจะคิดอยู่เฉพาะว่าอยากจะได้ผลตอบแทนสูง แต่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งผมพูดได้เลยว่าหาได้ไม่ง่ายนักในโลกนี้ เพราะความเสี่ยงกับผลตอบแทนมักจะจูงมือไปด้วยกัน กล่าวคือ ถ้าอยากได้ผลตอบแทนสูงก็ต้องยอมรับความเสี่ยงสูง ในทางตรงกันข้าม หากคุณเป็นคนขี้ระแวงและกลัวจะขาดทุน กล่าวคือ ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย ในกรณีเช่นนี้คุณก็จะต้องคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนต่ำ บางครั้งอาจจะไม่พอกับเงินเฟ้อเสียด้วยซ้ำ

 

          (1)     การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงสุด แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากที่สุดก็คือ เล่นการพนัน ซื้อสลากต่าง ๆ เพราะอาจจะลงทุนเพียง 100 บาท แต่ถ้าโชคดีจริง ๆ จะได้รับรางวัลใหญ่เป็นเงินแสนเงินล้าน ผมเกิดมาปีนี้อายุ 66 ปี แล้ว เห็นคนซื้อสลากกินแบ่งก็มาก แต่แทบจะไม่เคยพบใครถูกรางวัลใหญ่ ๆ เลย ถูกรางวัลเลขท้ายอาจจะมีบ้าง แต่ก็เป็นเงินเพียงไม่กี่ร้อย ไม่กี่พันบาท

 

          (2)     หากลดอันดับความเสี่ยงลงมาขั้นหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนจากนักการพนันเป็นนักเก็งกำไร (Speculator)ซึ่งมีการเก็งกำไรที่ดินจำนวนมาก แต่น้อยคนนักจะประสบกับโชคดี ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ผมคิดว่ามีเพียงหนึ่งในสิบที่จะได้เงินกำไรก้อนโต อีก 6 คนเสมอตัว คือ ซื้อที่ดินแล้วขายไม่ออก จำเป็นต้องถือไว้เป็นนักลงทุนระยะยาว ถ้าคุณซื้อเงินสดไม่ต้องเป็นหนี้ธนาคาร คอยผ่อนเงินต้น และจ่ายดอกเบี้ย จะถือไว้ยาวเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าต้องกู้ยืมเงินธนาคาร คงต้องแบกหนี้กันหลังแอ่น ส่วนอีก 3 คนสุดท้ายหวังผลเกินควร ลงทุนไปแล้วก็ขาดทุน เนื่องจากซื้อมาแพง มีการปั่นราคาที่ดินจนสูงลิ่ว แล้วนักปั่นกับนักเก็งกำไรก็ปล่อยให้ราคาที่ดินร่วง ในที่สุดขายไม่ออก ย่อมต้องถูกบังคับขายในราคาเพียง 50-60%ของราคาซื้อ ขาดทุนป่นปี้

 

          (3)     นักเก็งกำไรอีกพวกหนึ่งก็คือ ผู้ที่ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (Derivatives)เป็นการลงทุนในตลาดล่วงหน้า (Futures)ซึ่งวิธีการคือ วางเงินประกันจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาอนุพันธ์ แล้วก็สามารถที่จะซื้อตราสารเหล่านั้นได้ อาจเป็นหลักทรัพย์ เช่น เป็นตราสารที่อ้างอิงกับราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตัวใหญ่ ๆ ที่มีการซื้อขายกันแพร่หลาย หรือเป็นการลงทุนในตลาดล่วงหน้าของโลหะอันมีค่า (Precious Metals)อาทิเช่น ทองคำ (Gold)หรือโลหะเงิน (Silver)ซึ่งขณะนี้เปิดซื้อขายในประเทศไทยแล้ว โดยกำหนดว่าผู้ลงทุนต้องวางเงินขั้นต่ำเพียง 5-6%ของราคาสินค้า ถ้าคุณซื้อขายแล้วได้กำไร 3%เท่ากับคุณได้กำไร 60%ของเงินลงทุน ยกตัวอย่าง ถ้าคุณจะซื้อทองคำล่วงหน้า (Gold Futures)1 สัญญา ที่มี 50 บาททอง ราคาปัจจุบันนี้เท่ากับบาทละ 25,500 คูณ 50 เท่ากับ 1,275,000 บาท แต่คุณวางหลักประกันเพียง 74,100 บาท ต่อหนึ่งสัญญา คิดแล้วก็ประมาณ 5-6%ของราคาทองแท่ง 50 บาท ถ้าหากว่าลงทุนแล้วผิดกับที่คาดคะเนไว้ เช่น ไปซื้อทองล่วงหน้าแล้วราคาทองคำตกเท่ากับซื้อแพงเกินไป นายหน้าที่ทำการซื้อขายให้คุณ็จะหักเงินจากหลักประกันหลักประกันก็ร่อยหรอลง หากเหลือเพียง 52,000 ก็จะถูกบังคับให้ขายปิดสัญญา หรือมิฉะนั้นก็ต้องเอาเงินมาเพิ่มเพื่อรักษาระดับหลักประกันเช่นนี้คุณอาจจะขาดทุนอย่างมหาศาล หากไปขายล่วงหน้าแล้วราคาสวนทางขึ้นไป ก็แสดงว่าคุณขายถูกเกินไป ก็จะขาดทุนได้

 

          แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณคาดคะเนได้ถูกต้อง เช่น ซื้อทองคำล่วงหน้าไว้แล้วราคาขึ้นสูงจากที่ตั้งไว้ ก็แปลว่าคุณซื้อได้ถูก จึงมีกำไรมหาศาล หรือหากขายขายล่วงหน้าแล้วราคาในตลาดลดลง แสดงว่าคุณขายได้แพง ก็จะได้กำไรเช่นเดียวกัน

 

          คนที่จะลงทุนในตลาดล่วงหน้าควรศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน แล้ววางเงินวางประกัน Marginอย่างเพียงพอ แต่ต้องไม่โลภ เพราะความโลภไม่เคยปรานีใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ตลาดผันผวนอย่างเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2554 ค่า premiumในตลาดทองสูงถึงบาทละ 2,000 แสดงว่าเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ แล้วคุณต้องรีบปิดสถานะคือ ปิดสัญญาซื้อล่วงหน้าให้หมด แล้วออกมายืนข้างสนาม เพราะในขณะนั้นตลาดกำลังมีการเก็งกำไรอย่างฝุ่นตลบ นักลงทุนในตลาดทองล่วงหน้าซึ่งมีความเชี่ยวชาญเคยพูดไว้ว่า หากราคา premiumซึ่งคิดจากราคาทองแท่งที่สมาคมค้าทองเยาวราชกำหนดไว้ เทียบกับราคาทองที่ซื้อขายในตลาดทองล่วงหน้า ถ้าราคาบนกระดานซื้อขายสูงกว่าราคาทองแท่งเกินบาทละ 800 แสดงว่า premiumเกินความเป็นจริง เริ่มเข้าสู่ช่วงอันตราย ในปลายเดือนสิงหาคม 2554 ราคา premiumบางวันสูงขึ้นไปจนถึงบาทละ 2,000 บาทเลยทีเดียว

 

          จึงมีคนถามว่าต้องราคา premiumควรเป็นสักเท่าใดจึงจะถือว่าไม่สูงนัก และอยู่ในเกณ์ค่อนข้างปกติ ความเห็นของผู้สันทัดกรณีคือ เนื่องจากการซื้อทองล่วงหน้าก็เหมือนกับคุณซื้อประกันภัย ค่าของ premiumควรจะไม่เกินเดือนละ 100-200 บาท อาทิเช่น ซื้อทองคำล่วงหน้าแบบ 2 เดือน ค่า premiumไม่ควรจะเกินบาทละ 200-400 บาท ยกตัวอย่าง หากสมาคมค้าทองกำหนดราคาทองแท่งที่ 26,000 บาท ต่อหนึ่งบาททอง ราคาบนกระดานของทองล่วงหน้าแบบ 2 เดือน ไม่ควรเกินบาทละ 26,400 บาท ถ้าเป็นการซื้อทองล่วงหน้าแบบสัญญา 4 เดือน ราคา premiumก็น่าจะอยู่ที่บาทละ 400-600 บาท และถ้าเป็นการซื้อแบบสัญญา 6 เดือน ราคา premiumก็ไม่ควรที่จะเกิน 600-800 บาท เฉลี่ยแล้วเดือนละ 100 กว่าบาท

 

          ต้องระลึกว่าการลงทุนในตลาด Futuresมีความผันผวนและเสี่ยงสูงมาก หากไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี ควรไปลงทุนแบบอื่น

 

          ในฉบับต่อไปผมจะมาพูดถึงความเสี่ยงในการลงทุนในประเภทอื่น ๆ และจะพาท่านผู้อ่านมาศึกษาและเอาใจใส่กับวิธีลดความเสี่ยงให้ละเอียดขึ้นเพื่อเป็นนักลงทุนตัวจริง มิใช่เก็งกำไร อย่างน้อยขอให้เงินที่เรามีอยู่ซึ่งอาจจะน้อยนิดได้อยู่กับเรานาน ๆ ไม่ถูกคนอื่นมาหยิบฉวยเอาไป

 

                                                          ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร


เอกสารแนบ : Wealth_Protection_(29_Aug_2011).pdf