ดูแลสินทรัพย์ให้งอกเงย (ตอนที่ 2)
Wealth Protection (Part 2)
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

ในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึงความพยายามของมนุษย์เราที่จะหารายได้และสะสมสินทรัพย์ไว้สำหรับเลี้ยงดูตัวเรา สำหรับครอบครัว และถ้ามีเหลืออยู่ในเวลาที่ถึงแก่ความตายก็ให้ตกเป็นมรดกแก่ลูกหลาน ซึ่ง ณ จุดนี้ขอเน้นว่าประเทศไทยเราไม่มีภาษีมรดก ดังนั้น ทายาททุกคนซึ่งได้รับมรดกไม่ว่าจะโดยทางพินัยกรรม หรือโดยทางสายเลือดซึ่งกฎหมายเรียกว่าเป็น “ทายาทโดยธรรม” ก็จะได้รับสินทรัพย์โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม ขออย่าไปจำสับสนกับกรณีรับมรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม ซึ่งจะต้องเปลี่ยนชื่อในโฉนดจากเจ้ามรดกผู้ตายมาให้แก่ทายาท เรื่องนี้ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดว่า จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของในโฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอัตรา 1%ของราคาประเมินของทางราชการ รวมทั้งต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 0.1%อีกด้วย ดังนั้น รวมค่าธรรมเนียมจึงเป็น 1.1%ของราคาประเมิน
แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ แก้วแหวนเงินทอง เฟอร์นิเจอร์ หุ้น กองทุน พันธบัตร หรือหุ้นกู้ ทรัพย์สินเหล่านี้สามารถโอนจากเจ้ามรดกมาให้กับทายาทโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรประการใด ๆ แต่ถ้าสินทรัพย์บางประเภท เช่น หลักทรัพย์ซึ่งฝากไว้กับตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ (Broker)หรือกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Thailand Depository Securities)ของตลาดหลักทรัพย์ ก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพื่อเป็นค่าบริการในการโอนหลักทรัพย์เหล่านั้นไปให้แก่ทายาท
เพื่อที่จะให้กองทรัพยสินของตัวคุณหรือของครอบครัวงอกเงยขึ้น ในฉบับที่แล้วเราได้กล่าวถึงการลงทุนในตลาดล่วงหน้า (Futures)ซึ่งถือว่าเป็นการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูงมาก และการลงทุนประเภทนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยอมรับเฉพาะความเสี่ยงต่ำ หรือแม้แต่เสี่ยงปานกลาง รวมทั้งผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาตลาดล่วงหน้า (Futures Market)ให้ถ่องแท้เสียก่อน
ในความคิดของผม การลงทุนที่เสี่ยงน้อยที่สุดคือ
1. ฝากเงินกับธนาคาร (Bank Deposits)ซึ่งนับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2555 รัฐบาลรับประกันเงินฝากในบัญชีของผู้ฝากเงินบัญชีละไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งจากตัวเลขสถิติของธนาคารปรากฏว่า บัญชีที่มีวงเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาทมีจำนวนไม่ถึง 10%คนไทยส่วนใหญ่แม้จะมีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท แต่ก็ได้กระจายฝากในบัญชีต่าง ๆ กับธนาคารต่าง ๆ แยกกันไป จึงได้รับการประกันบัญชีละ 50 ล้านบาท เป็นทวีคูณ และแม้จะถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2555 ซึ่งรัฐบาลจะลดเงินประกันลงเหลือเพียงบัญชีละ 1 ล้านบาท บัญชีเงินฝากก็ยังได้รับความคุ้มครองกว่า 90 เปอร์เซนต์ แต่อย่าไปปะปนกับยอดเงินในแต่ละบัญชี เพราะยอดเงินฝากของบัญชีใหญ่ ๆ บางบัญชีอาจจะสูงหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาท ยอดเงินฝากของบัญชีใหญ่ ๆ รวมกันอาจมากกว่ายอดเงินฝากเล็ก ๆ จำนวนมากก็ได้
อย่างไรก็ดี ต้องสังเกตว่ารัฐบาลอาจแก้ไขกฎหมายรับประกันเงินฝากเพื่อขยายวงเงินประกันต่อไปอีกก็ได้ จึงต้องดูท่าทีของรัฐบาลในปี 2555 และถ้าหากว่าคุณอยากจะให้รัฐบาลประกันเงินฝากไว้เมือน 100%ต่อไปคุณก็ยังมีทางเลือกโดยฝากเงินกับธนาคารที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการเงินมักจะย้ำว่า ฝากเงินไว้กับธนาคารเหล่านี้ย่อมจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลเช่นกันแม้ว่าต่อไปการประกันเงินฝากจะมีเพดานเพียงบัญชีละ 1 ล้านบาท
2. ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่รัฐบาล เช่น กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ในปัจจุบันนี้กระทรวงการคลังก็มิได้ค้ำประกันพันธบัตรของหน่วยราชการใด หรือของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้น 100%อีกแล้ว ดังนั้น ถ้าประสงค์จะให้รัฐบาลรับประกันก็ต้องซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอย่างเดียว
3. ลงทุนซื้อหุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นทั้งหมดหรือแทบทั้งหมด หรือมิฉะนั้นก็ซื้อหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีความเก่าแก่หรือมั่นคงแข็งแรง เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะได้รับจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating)ในระดับสูง เช่น AAขึ้นไป โอกาสที่ผู้ออกหุ้นกู้เหล่านี้จะผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นเมื่อครบกำหนดก็จะมีน้อย
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กกว่า หรือได้รับการจัดอันดับที่ต่ำกว่า เช่น A หรือBBBแม้จะให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เช่น 5-6%ต่อปี อายุประมาณ 3-5 ปี เพราะเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปีประมาณ 2537 – 2538 หุ้นกู้ของสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเงินทุนและของบริษัทหลายแห่งก็ผิดนัดชำระหนี้ผู้ออกหุ้นกู้หลายรายก็ถึงกับถูกทางการสั่งปิดกิจการถาวร ต้องชำระบัญชีหรือเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลาย ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกันได้รับความเดือดร้อนสียหายเนื่องจากผู้ออกหุ้นกู้ปฏิเสธการชำระหนี้และใช้แผนฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายเป็นข้ออ้างในการตัดหนี้ทิ้ง
ข้อควรคำนึงถึงของการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ก็คือ ความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับเงินต้น หรือดอกเบี้ย แม้ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่น้อย และยังมีความเสี่ยงในเรื่องอัตราเงินเฟ้อ เพราะดอกเบี้ยของหุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับไว้สูง เช่น AAอาจอยู่ในระดับเพียง 3 หรือ 4%ต่อปี หลังจากเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 15%ของดอกเบี้ยแล้ว ผลตอบแทนสุทธิก็จะต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ในฉบับหน้าเราจะกล่าวถึงการลงทุนในวิธีอื่นซึ่งน่าจะให้ผลตอบแทนได้สูงกว่า และความเสี่ยงก็จัดอยู่ในประเภทใกล้เคียงกับการลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เกษียณอายุได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจ
ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
|