หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ลดภาษีหลังน้ำท่วม

 

ลดภาษีหลังน้ำท่วม

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน

www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

 

 

          ในหนังสือ Thailand Industrialฉบับที่แล้ว ๆ มา   เราได้เขียนเรื่อง   “หนทางสู่ความมั่งคั่ง” หลายตอน เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจวิธีการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองและครอบครัว เขียนมาแล้วหลายตอนก็ยังมีเรื่องจะต้องเล่าต่อไป แต่เนื่องจากใน 1-2 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเราประสบกับอุทกภัยมหาศาล น้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง ทั้งอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการเกษตร   ได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า    ประชาชนเองก็ทนทุกข์อยู่กับน้ำท่วมขังและน้ำเน่าต่าง ๆ ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 

          รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศสักพักหนึ่งแล้ว และเสนอมาตรการลดภาษีเพื่อช่วยประชาชนคนไทยซึ่งมีทั้งเรื่องภาษีบ้านหลังแรกจำนวน 500,000 บาท และรถยนต์คันแรกจำนวน 100,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีดำริที่จะลดภาษีนิติบุคคลจากปัจจุบัน 30%เหลือ 23%ในปี 2555 และลดลงไปอีกเหลือ 20%ในปี 2556 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์บางฉบับลงข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554 ว่า ภาคเอกชนอาจเสนอต่อทางการให้ชะลอการลดภาษีนิติบุคคลออกไปอีก 1 ปี เป็น ปี 2556 เป็น 23%และปี 2557 ลดมาที่ 20%แล้วนำเงินภาษีที่จะลดมาตั้งเป็นกองทุน 70,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะกว่ารัฐบาลจะดำเนินกับกระทรวงการคลังเพื่อลดภาษีนิติบุคคลลงมาได้ก็คงจะต้องใช้ตัวเลขและความพยายามพอสมควร เมื่อเป็นที่ตกลงกันแล้ว หากเลื่อนการลดภาษีออกไปอีก 1 ปี หลายคนก็สงสัยว่า ในปี 2555 เศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยายตัวน้อยมาก และกำลังมีดำริให้คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. ของธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25 – 0.5%ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นดังนี้โอกาสที่จะลดภาษีในปี 2555 หรือ 2556 หรือแม้แต่ 2557 ก็คงจะน้อย เราในภาคเอกชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทต่อวัน จะใช้บังคับกันอย่างไร

 

          ตอนนี้มาดูกฎหมายที่ออกมาแล้วว่ามีการลดหรือบรรเทาภาระภาษีอย่างไรบ้าง

 

          1.       พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 527 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2554 เริ่มใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2554 ที่แนบให้ประโยชน์ดังนี้

 

                   มาตรา 3 บุคคลธรรมดาและบริษัทห้างร้านผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติอย่างอื่นที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป และได้รับเงินชดเชยหรือบริจาคทรัพย์สินจากรัฐบาล ไม่ต้องนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นมาถือเป็นรายได้ตามจำนวนที่ได้รับหรือราคาทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค

 

                   มาตรา 4 บริษัทห้างร้านได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เงินส่วนที่เกินกว่ามูลค่าต้นทุนทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อม ค่าสึกหรอแล้ว ก็ได้รับยกเว้นภาษีเช่นกัน

 

                   มาตรา 5 เงินที่บุคคลธรรมหรือบริษัทห้างร้านบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้บุคคลธรรมดา หรือร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

 

                   มาตรา 6 ผู้ประกอบการซึ่งบริจาคสินค้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

 

                   อย่างไรก็ตาม    ขอให้ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับเรื่องการบริจาคผู้ประสบภัยฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ด้วย

 

          2.       การส่งเสริมการลงทุน

 

                   นอกจากมาตรการภาษีข้างต้น รัฐบาลยังได้กำหนดให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOIออกประกาศยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ที่ลงทุนเพื่อทดแทนกิจการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว โดยให้สิทธิภาษีมากที่สุดเท่าที่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ กล่าวคือ อุตสาหกรรมหรือกิจการที่ขอรับส่งเสริมในเขตใกล้กับกรุงเทพมหานครซึ่งเรียกว่า เขต 1 ก็ยังได้รับยกเว้นภาษีถึง 8 ปี ส่วนกิจการที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไป ไม่ว่าจะเป็นเขต 2, 3 หรือ 4 นอกจากจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปีเช่นกันแล้ว ยังมีสิทธิได้รับการลดภาษีอีก 50%เป็นเวลา 5 ปีหลังจากพ้นกำหนดการยกเว้นภาษีตามตารางข้างล่าง

 

 

 

เสนอใหม่

พื้นที่ลงทุน

ปัจจุบัน

หากลงทุนในจังหวัดเดิมที่ประสบอุทกภัย

หากไปลงทุนในจังหวัดอื่น

 

 

 

 

เขต 1 นอกนิคมฯ

ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

 

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

 

 

เขต 1 ในนิคมฯ

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล3 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

 

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

 

 

เขต 2 นอกนิคมฯ

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล3 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

 

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

 

 

เขต 2 ในนิคมฯ

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล7 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

 

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

และลดหย่อน 50% อีก 3 ปี

และลดหย่อน 50% อีก 3 ปี

 

 

 

 

เขต 3 นอกนิคมฯ

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

 

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

 

 

 

 

เขต 3 ในนิคมฯ

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

 

 

 

 

เขต 3 พิเศษ

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคคล8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี

 

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษี

จำกัดวงเงินที่ยกเว้นภาษีเท่าเงินลงทุน

 

 

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี

 

 

 

 

 

 

 

          3.       มาตรการอื่นของรัฐบาล

 

                    หลังจากน้ำลดแล้วคงมีมาตรการอื่น ๆ ของรัฐบาลออกตามมาภายหลัง แสดงว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี กองทุนเพื่อการเยียวยาและฟื้นฟูให้แก่ผู้สบภัย มาตรการเหล่านี้คงจะช่วยบรรเทาความเสียหายได้บ้าง แต่สิ่งที่กิจการต่าง ๆ ไม่ควรมองข้ามหรือลืมก็คือ

 

                    (1)     เตรียมตัวป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติให้รอบคอบกว่านี้ แต่เดิมจะประกันเรื่องอัคคีภัย  จะต้องให้น้ำหนักของภัยอย่างอื่น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผ่นดินไหว  น้ำท่วม หรือแม้แต่สึนามิ ซึ่งต้องเอาใจใส่เรื่องนี้ให้มากขึ้น

 

                    (2)     ทุกกิจการจำเป็นต้องซื้อประกันจากการขาดรายได้เนื่องจากภัยพิบัติซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Business Interruptionหรือ BIแม้จะต้องจ่ายเบี้ยประกันก็ตาม แต่ยามที่ประสบภัยธรรมชาติซึ่งทำให้ต้องหยุดกิจการไปถึง 6 เดือน ในช่วงนี้รายได้และกำไรก็จะหดหายไป ค่าสินไหมก็จะคุ้มกับการจ่ายค่าเบี้ยประกัน BI

 

                    (3)     เตรียมมาตรการที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างฉับพลัน โรงงานหลายแห่งซึ่งจมน้ำอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมไม่รอให้น้ำลดซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 เดือน แต่เขานำเอาประดาน้ำจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเพื่อถอดเอาเครื่องจักรต่าง ๆ นำขึ้นแพแล้วส่งไปยังจังหวัดชลบุรีหรือระยองเพื่อตรวจสอบซ่อมบำรุงเพื่อเริ่มการผลิตต่อไป นอกจากเครื่องจักรจะเสียหายแล้วต้องระวังว่าวัตถุดิบเองก็อาจจะเปียกชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์

 

                    (4)     ทุกกิจการต้องเตรียมเงินฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นเงินสดสำรองในมือ แล้วนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มีความมั่นคง หรือมี Credit Line ของธนาคารต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และเงินลงทุนในเวลาที่ได้รับความเสียหาย การที่ธุรกิจไม่ได้ลงทุนขยายจนเกินกำลังอย่างสมัยเกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งก็ดีแล้ว แต่ว่าต้องมีเงินทุนสำรองเตรียมไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดของกิจการและพนักงานต่าง ๆ รวมทั้งเป็นการปกป้องผู้ถือหุ้น นักลงทุนอีกด้วย

 

          เอาใจช่วยและขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

 

 

 


เอกสารแนบ : The_Big_Flood_and_Tax_Cut.pdf