ลดภาษีเหลือ 20-23%
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์
ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายเพื่อลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่สมัยที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ ช่วงปลายปี 2554 โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับที่ 530 ซึ่งลงพิมพ์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2554 กำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทและห้างหุ้นส่วนโดยมีผล 3 ปีต่อเนื่องกัน ดังนี้
(1) 23%ของกำไรสุทธิสำหรับรอบบัญชีเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555
(2) 20%ของกำไรสุทธิสำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556
โดยสรุปแล้ว สำหรับปี 2555 ภาษีนิติบุคคลจัดเก็บในอัตรา 23%ของกำไรสุทธิ ส่วนปี 2556 และ 2557 จัดเก็บในอัตรา 20%
ทั้งนี้ หมายความว่าหากรัฐบาลไม่ต่ออายุการลดภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 530 นี้ ปี 2558 คือ อีก 3 ปีข้างหน้าเป็นต้นไป ภาษีของบริษัทและห้างหุ้นส่วนต่าง ๆ ก็จะกลับไปจัดเก็บในอัตรา 30%เหมือนเดิม การลดภาษีครั้งนี้จึงเป็นมาตรการชั่วคราวซึ่งรัฐบาลจะติดตามและประเมินผลเมื่อครบ 3 ปีแล้ว
อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า การลดอัตราภาษีไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเพราะสามารถใช้พระราชกฤษฎีกาได้ซึ่งไม่ต้องได้รับความยินยอมจากรัฐสภา แต่ในทางตรงกันข้ามหากเป็นการเพิ่มภาษี หรือจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ เช่น ภาษีทรัพย์สิน หรือภาษีมรดก ก็จะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐสภา เว้นแต่รัฐบาลจะเห็นว่าเป็นเรื่องฉุกเฉินรีบด่วนจึงออกเป็นพระราชกำหนด ซึ่งหากพิจารณาในเนื้อแท้แล้วการออกกฎหมายเก็บภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดกไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินที่จะออกเป็นพระราชกำหนดได้ แม้กระนั้นก็ตามเมื่อออกเป็นพระราชกำหนดแล้วก็ต้องนำเข้ามาให้รัฐสภาเป็นชอบอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการเปิดประชุมสภาพ
ถ้ารัฐสภาไม่เห็นชอบกับพระราชกำหนด ผลก็คือ รัฐบาลต้องลาออก เพราะแสดงว่ามาตรการฉุกเฉินที่ออกตามพระราชกำหนดไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา
ในเวลาเดียวกันกฎหมายก็ได้ลดอัตราของภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเรามักจะเรียกว่า SMEซึ่งเป็นตัวย่อของ Small and Medium Enterprisesลงในอัตราดังต่อไปนี้
(1) กำไรสุทธิตั้งแต่ 1 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี
(2) กำไรสุทธิ 150,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 15%
(3) กำไรสุทธิเกิน 1,000,000 บาทขึ้นไป เสียภาษีดังนี้
(ก) ปี 2555 เสียภาษี 23%
(ข) ปี 2556 เป็นต้นไป เสียภาษี 20%
SMEจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าการลดภาษีของ SMEไม่มีข้อจำกัดว่าให้ใช้เพียง 3 ปี ดังนั้น SMEก็จะได้ประโยชน์จากการลดภาษีครั้งนี้ตลอดไปจนกว่ารัฐบาลจะมีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 530
ในฉบับต่อไปเราจะได้กล่าวโดยละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขบางประการของบริษัทห้างร้านที่ประสงค์จะใช้ประโยชน์จากการลดภาษีของกฎหมายฉบับใหม่นี้ให้ได้ผลเต็มที่ รวมทั้งการวางแผนภาษีให้เป็นไปตามหลักการของกฎหมายด้วย นอกจากนี้สำนักงาน กลต. ยังได้เสนอให้กระทรวงการคลังยกเว้นภาษีเงินปันผล ซึ่งถ้าสำเร็จ การหักภาษีเงินได้ 10%จากเงินปันผลก็จะหมดไป ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก
ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
Download English version
Corporate Tax Cut to 20-23% - Eng _16 Jan 2012_.pdf
พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐)
พ.ศ. ๒๕๕๔
--------------------------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
เป็นปีที่ ๖๖ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรลดอัตราภาษีเงินได้และปรับปรุงการลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลบางกรณี
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.๒๔๙๖อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ และมาตรา ๔๑ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า“พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร(ฉบับที่ ๕๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๔”
มาตรา ๒พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๗๑) พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๔ในพระราชกฤษฎีกานี้
“ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า โดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทนและให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้าสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วและการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
“สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น
“บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆอันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า
มาตรา ๕ใ ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (๒)สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้เป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน
(๑)ร้อยละยี่สิบสามของกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
(๒)ร้อยละยี่สิบของกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับสองรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖
มาตรา ๖ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (๒)สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้เฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท
(๑)กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท แต่ไม่เกินหนึ่งล้านบาทให้คงจัดเก็บในอัตราร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
(๒)กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งล้านบาท ให้คงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้
(ก)ร้อยละยี่สิบสามของกำไรสุทธิ สำหรับหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
(ข)ร้อยละยี่สิบของกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป
มาตรา ๗ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๓ หมวด ๓ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาทสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
มาตรา ๘บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา๖ และการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา ๗ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินห้าล้านบาทและต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินสามสิบล้านบาททั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕เป็นต้นไป
มาตรา ๙ให้ยกเลิก (๒) ของมาตรา ๓แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่๔๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๕มาใช้บังคับแก่บริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
บทบัญญัติใน (๒) ของมาตรา ๓แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่๔๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปแก่บริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา ๑๐บทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร(ฉบับที่ ๔๗๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะแก่การลดอัตราภาษีเงินได้และการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มก่อนวันที่๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา ๑๑ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือ โดยที่เป็นการสมควรลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นระยะเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีจากอัตราร้อยละสามสิบเหลืออัตราร้อยละยี่สิบสามและร้อยละยี่สิบ ตามลำดับเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคมพ.ศ. ๒๕๕๕และสมควรปรับปรุงการลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมทั้งปรับปรุงการลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๔๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๐เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและจูงใจการลงทุนในด้านต่าง ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศ อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนให้มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สอดคล้องกันจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
(ร.จ. ฉบับกฤษฎีกา เล่ม๑๒๘ ตอนที่ ๙๓ ก ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔) |