หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ยกเว้นภาษีเงินปันผล

ยกเว้นภาษีเงินปันผล

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน

www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

9 เมษายน 2555

 

          ในฉบับที่แล้วผมได้เขียนบทความ “วางแผนภาษีบริษัทห้างร้าน” โดยทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนต่อให้ละเอียดในฉบับนี้ แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์แทรกซ้อน กล่าวคือ ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม ของทุกปี จะเป็นฤดูที่บริษัทต่าง ๆ ซึ่งมีรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ต้องจัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินใช้ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ และใช้ประกอบแบบ ภ.ง.ด. 50 การแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกรมสรรพากร

 

          พร้อม ๆ กับการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีก็จะมีประเด็นเรื่องการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่มีกำไรในปีก่อนหรือมีกำไรสะสมอยู่ในบัญชี ซึ่งผมเห็นว่าบริษัทเหล่านี้ควรจ่ายเงินปันผลไม่มากก็น้อย เพราะผู้ถือหุ้นอุตส่าห์นำเงินมาลงทุนแบ่งเบาภาระการเงินให้บริษัท ไม่ต้องกู้ยืมเงินเสียดอกเบี้ย มีความเสี่ยงทางการเงินและต้นทุนในการทำธุรกิจ เมื่อกิจการมีกำไรแล้วก็ควรที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ถือว่าเป็นการลงเรือลำเดียวกัน กำไรก็แบ่งกัน ขาดทุนก็ช่วยกันแบก  ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินปันผลทางการก็จะยื่นมือเข้ามาเก็บภาษี โดยในด้านผู้ถือหุ้นบุคคลกฎหมายภาษีอนุโลมให้เสียภาษีเพียง 10%ของเงินปันผล โดยบริษัทผู้จ่ายต้องหักภาษี 10%นี้ไม่ว่าผู้ถือหุ้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกประเทศไทย ในด้านผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลมูลค่าของเงินปันผลจะต้องถือเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเช่นเดียวกัน จึงมีแนวความคิดที่จะหาวิธีว่าทำอย่างไรผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีแต่น้อย ซึ่งแยกออกได้ 5 ประการ คือ

 

          1.       หากบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลได้รับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและยังอยู่ในช่วงยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 34 ของกฎหมายส่งเสริมการลงทุน

 

          2.       บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้รับเงินปันผลจากบริษัทไทย เงินปันผลดังกล่าวก็ยกเว้นภาษีตามมาตรา 65 ทวิ (10) ของประมวลรัษฎากร โดยต้องถือหุ้นนั้นไว้สามเดือนก่อนและสามเดือนหลังจากวันที่รับเงินปันผล

 

          3.       บริษัทไทยอื่น ๆ ที่ถือหุ้นถึง 25%ในบริษัทไทยอีกแห่งหนึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากเงินปันผลด้วย โดยอยู่ในเงื่อนไขต้องถือหุ้นสามเดือนก่อนและสามเดือนหลังจากวันที่รับเงินปันผลตามมาตรา 65 ทวิ (10) เช่นเดียวกัน

 

          4.       หากการถือหุ้นตาม 2. หรือ 3. ไม่ครบ 3 เดือนก่อนและหลังวันที่รับเงินปันผล ก็ให้นำเงินปันผลเพียง 50%มาเสียภาษี

 

          5.       บุคคลธรรมดายังอาจได้รับยกเว้นภาษีจากเงินปันผลโดยการยื่นขอคืนภาษี เขาจะได้สิทธิสองประการ คือ

 

                   5.1     ได้คืนภาษี 10% ที่บริษัทหักไว้ขณะจ่ายเงินปันผล

 

                   5.2     ได้คืนภาษีอีก 30%ที่บริษัทชำระจากกำไรแล้วจึงนำเอากำไรสะสมหรือกำไรหลังจากหักภาษีแล้วมาจ่ายเป็นเงินปันผล โดยกฎหมายกำหนดเป็นสูตรเท่ากับ 3/7 ของเงินปันผล

 

          มักจะมีคำถามบ่อย ๆ ว่าบุคคลธรรมดาจะต้องมีรายได้สักเท่าใดจึงคุ้มกับการขอคืนภาษี เรื่องนี้ผมได้คำนวณแล้วพบว่าถ้าบริษัทเสียภาษีนิติบุคคล 30%เครดิตภาษีสามในเจ็ดที่บุคคลธรรมดาได้รับก็ คุ้มที่จะขอคืนถ้าบุคคลนั้นมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีไม่เกินกว่า 4 ล้านบาท แต่ถ้าอัตราภาษีนิติบุคคลลดลงเหลือ 23% ในปี 2555 และต่อไปเหลือ 20% ในปี 2556 และ 2557 เครดิตภาษีที่ได้รับจากบริษัทย่อมไม่ถึงสามในเจ็ด ดังนั้น คนที่มีรายได้ต้องเสียภาษีต่ำกว่า 4 ล้านบาท เช่น อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท ก็อาจจะคุ้มค่าที่ขอคืนภาษี แต่ถ้าเกินกว่า 3 ล้านบาท แล้วอย่าไปขอเลย เพราะต้องนำเอารายได้เงินปันผลมารวมเสียภาษีซึ่งอาจจะต้องเสียเกินกว่าภาษีที่ได้รับคืนก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า “ได้ไม่เท่าเสีย”

 

          นับตั้งแต่กระทรวงพาณิชย์ได้แก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชน อนุญาตให้บริษัทสามารถซื้อหุ้นของตัวเองคืนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 โดยหุ้นที่ซื้อคืนมาถือเป็นTreasury Stock ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งนิยมจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้น (Stock Dividend) เพราะการกระทำเช่นนี้ถือว่าบริษัทและผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ

 

          1.       ในด้านบริษัทก็มีภาพพจน์ที่ดี เพราะถือว่ามีการจ่ายเงินปันผล และยังได้รับความนิยมจากผู้ถือหุ้นด้วยว่ามีความคิดสร้างสรรค์ ใช้กลไกหรือวิธีการใหม่ ๆ ในทางการเงิน ให้ประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น เพราะมีผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่อยากจะได้เงินปันผลเป็นหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ลงทุนที่เป็น Value Investor คือ นักลงทุนคุณค่า ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าจะใช้เงินปันผลที่ได้รับ 60%กลับไปซื้อหุ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิด Dilution of Inflation Effectเพราะเมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นแสดงว่าต้องมีการเพิ่มทุน  อันทำให้กำไรต่อหุ้นลดลงตามส่วนของหุ้นใหม่ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น และทุกปียังมีปัญหาเรื่องทรัพย์สินด้อยค่าจากเงินเฟ้อ

 

          2.       ประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นก็มีอีกที่ว่า ในการทำธุรกิจแข่งขันกับกิจการอื่น ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะจำกัดวงในประเทศไทย เพราะในอีก 2-3 ปี ก็จะมีการเปิดเสรีอาเซียน ประชาคมอาเซียนจะกลายเป็นหนึ่งเขตเศรษฐกิจ คือ ASEAN Economic Community หรือAEC นอกจากนี้คู่แข่งจากต่างประเทศก็ยังจะเข้ามาทำกิจการค้าขายในเมืองไทย บริษัทจึงต้องใช้ทุนในการพัฒนา ค้นคว้า และวิจัย (Research and Development หรือ R&D) รวมทั้งขยายกิจการ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งจะต้องใช้เงินทั้งสิ้น ถ้าหากว่านำเอาเงินกำไรไปจ่ายเป็นเงินปันผล บริษัทอาจจะต้องกู้ยืมเงิน ซึ่งก็มีภาระในการจ่ายดอกเบี้ย และวางหลักประกันต่าง ๆ การที่จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นทำให้บริษัทได้เงินคืนกลับเข้ามาเป็นทุนถึง 90%ซึ่งถือว่าเป็นการได้เงินที่ต้นทุนต่ำที่สุด เพราะไม่มีดอกเบี้ย มีภาระก็ต่อเมื่อต้องจ่ายเงินปันผลในปีที่มีกำไรเท่านั้น

 

          3.       ในด้านผู้ถือหุ้นที่ได้รับปันผลเป็นหุ้น ทำให้เขามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่าจะเก็บหุ้นปันผลอันนั้นเอาไว้เพื่อเพิ่มเงินลงทุนในบริษัทมากขึ้น หรือถ้าหากว่าอยากจะได้เงินใช้ก็สามารถขายหุ้นปันผลที่ได้รับในตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ถือหุ้นบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเสียด้วยซ้ำ การที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเลือกถือเป็นความชอบธรรมที่บริษัทมอบให้ บางบริษัทถึงกับจ่ายหุ้นปันผลปีละสองครั้ง เจริญรอยตามบริษัทอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมักจะมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างปีให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วย ทั้งนี้ มีบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งทำสถิติจ่ายเงินปันผลปีละ 4 ครั้ง เพราะจากการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายของการจ่ายเงินปันผลแต่ละครั้งก็เพียง 500,000 บาท แม้จะมีผู้ถือหุ้นนับพันราย

 

          โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทไทยจะจ่ายเงินปันผลมากกว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ อนึ่ง ผู้ที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็มีอยู่หลายกองที่จ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรให้แก่ผู้ถือหน่วยทุก ๆ 3 เดือน ปีละ 4 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอติดต่อกันในหลาปีที่ผ่าน ซึ่งถือว่าการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการซื้อพันธบัตรหุ้นกู้หรือฝากธนาคารเสียด้วยซ้ำ และมีความเสี่ยงต่ำด้วย

 

          ในโอกาสหน้าเราจะกล่าวถึงการยกเว้นภาษีของหุ้นปันผลซึ่งเป็นวิธีการใหม่ที่ควรนำมาใช้ในประเทศไทย เพราะในสหรัฐอเมริกาได้ใช้กันมาไม่ต่ำกว่า 80 ปีแล้ว แต่ในประเทศไทยยังไม่มีผู้บุกเบิกในเรื่องนี้ ผมได้คิดวิธีการขึ้นมาแต่กำลังหล่อหลอมให้สมบูรณ์เพื่อนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

 

                                             ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

                                                          ดร. สุวรรณ

 

Download English Version

Stock Dividend with Tax Exemption.pdf