วางแผนภาษีบริษัทห้างร้าน ตอนที่ 2
ตอน สิทธิประโยชน์จาก BOI
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์
ผมได้เขียนถึงวิธีวางแผนภาษีบริษัทห้างร้านตอนแรกเมื่อหลายเดือนก่อน และตั้งใจจะเขียนต่อให้จบแต่ถูกขัดจังหวะโดยที่มีเรื่องด่วนเกี่ยวกับการจ่ายปันผลเป็นหุ้น(Stock Dividend)การแตก parหรือลดมูลค่าหุ้นเพื่อขยายปริมาณหุ้นสำหรับซื้อขายในตลาด ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องของหุ้นที่จดทะเบียน รวมทั้งการซื้อหุ้นคืน(Share Buy Back)เพื่อกระตุ้นแรงซื้อของหุ้นที่นักลงทุนสนใจมาก เพราะหุ้นตัวไหนที่มีการซื้อขายและสภาพคล่องสูงย่อมเป็นที่ต้องการของกองทุนต่างประเทศซึ่งจะเสริมให้ราคาดีขึ้น
เราได้กล่าวถึงภาษีของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (Small and Medium EnterprisesหรือSME)มาแล้ว ในตอนนี้ผมจะแนะวิธีการยกเว้นภาษีซึ่งหลาย ๆ คนอาจมองข้ามไป เพราะไปเข้าใจว่าเป็นวิธีที่ยุ่งยากหรือไม่เปิดช่องให้SMEใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก
ประเทศไทยมีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนใช้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 26 คือ ราวปี พ.ศ. 2505 และมีการปรับปรุงกันมาหลายครั้ง
ในอันที่จริงการขอรับส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายปัจจุบันง่ายขึ้นและเป็นที่แพร่หลายของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ทั้งสำหรับนักลงทุนสัญชาติไทยและต่างด้าว ในสมัยก่อนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือBOIมักจะส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการขนาดใหญ่ เพื่อผลิตสินค้าซึ่งใช้ทดแทนการนำเข้า ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออกซึ่งบริษัทผู้ส่งออกก็จะได้ประโยชน์ทางภาษีอากรมากขึ้น แต่แล้วเมื่อประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรการค้าโลก (World Trade OrganizationหรือWTO)ซึ่งมีเจตนารมย์ให้การค้าระหว่างประเทศแข่งขันกันอย่างยุติธรรม การเน้นการส่งออกหรือกำหนดว่าอุตสาหกรรมจะต้องส่งออกเท่านั้น เท่านี้ เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่จึงค่อย ๆ หายไป กลายเป็นเรื่องของการช่วยเหลืออุดหนุนแทน เช่น เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งอัตราที่รัฐบาลจัดเก็บในปัจจุบันคือ 7%แต่หากเป็นการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ ผู้ส่งออกก็ได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 0%ซึ่งเป็นอัตราที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะนอกจากจะไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ภาษีซื้อซึ่งกิจการบริษัทห้างร้านได้รับจากผู้ขายสินค้า (Supplier)หรือผู้ให้บริการ (Contractor)ยังสามารถใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อหักออกจากภาระภาษีของการขายสินค้าและ บริการ หรือหากไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นกิจการที่ส่งออกเกือบทั้ง 100%เครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเกินก็ขอคืนเป็นเงินสดได้
สิทธิประโยชน์ หลักประกัน และการคุ้มครองของกิจการ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนแยกได้ดังนี้
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
1. ยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
2. ลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น
3. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินปันผล
4. ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50
5. หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา เป็นสองเท่า
6. หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นร้อยละ 25
7. ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก
สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร
1. อนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุน
2. อนุญาตให้นำช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
3. อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน
4. อนุญาตให้ส่งออกซึ่งเงินตราต่างประเทศ
หลักประกัน
1. รัฐจะไม่โอนกิจการของผู้ที่ได้รับการส่งเสริมมาเป็นของรัฐ
2. รัฐจะไม่ประกอบกิจการขึ้นใหม่เพื่อแข่งขัน
3. รัฐจะไม่ผูกขาดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันกับที่ผู้ได้รับการส่งเสริมผลิต
4. รัฐจะไม่ควบคุมราคาผลิตภัณฑ์ของผู้ที่ได้รับการส่งเสริม
5. รัฐจะอนุญาตให้ส่งออกเสมอไป
6. รัฐจะไม่อนุญาตให้ส่วนราชการ องค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ นำผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ได้รับการส่งเสริมเข้ามา โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
การคุ้มครอง (พิจารณาตามความเหมาะสม)
1. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษขาเข้าสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ผลิตได้ในประเทศแต่ไม่เกินร้อยละ 50 ของราคารวมค่าประกันภัย และค่าขนส่ง โดยใช้บังคับไม่เกินคราวละ 1 ปี
2. ในกรณีที่เห็นว่าการคุ้มครองข้างต้นยังไม่เพียงพอก็อาจเพิ่มมาตรการ ห้ามการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ผลิตได้ในประเทศ
3. ประธานกรรมการของ BOIมีอำนาจสั่งช่วยเหลือ หากผู้ได้รับการส่งเสริมประสบปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินกิจการ
4. ประธานกรรมการของ BOIมีอำนาจสั่งแก้ไขกรณีที่โครงสร้างอัตรา หรือวิธีการจัดเก็บภาษีอากรค่าบริการหรือค่าธรรมเนียม เป็นอุปสรรคต่อกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
อนึ่ง แม้กฎหมายจะกำหนดว่า ประธานกรรมการของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คือ นายกรัฐมนตรี แต่ในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการแทน
ขนาดของกิจการที่จะได้รับการส่งเสริมก็หดเล็กลงไปมาก ปัจจุบันมีหลายบริษัทซึ่งเข้าข่ายได้รับการส่งเสริมเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท นอกจากนี้ประเภทธุรกิจที่มีสิทธิได้รับการส่งเสริมก็ได้พัฒนาไปในด้านการให้บริการมากขึ้น ดังนั้น กิจการภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม การท่องเที่ยว Information Technologyหรือ ITหรือแม้แต่การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software Development)ก็อยู่ในข่ายที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมีสิทธิยกเว้นภาษีถึง 8 ปีเต็ม และอาจได้สิทธิลดภาษีอีกร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี หลังจากที่ระยะเวลาการยกเว้นภาษี 8 ปีหมดลงแล้ว เมื่อรวมกันบริษัทก็จะได้ประโยชน์ทางภาษียาวนานถึง 13 ปีเลยทีเดียว
ผมอยากจะให้นักธุรกิจหลาย ๆ คนที่เตรียมจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การผลิต หรือการบริการ หันมาสนใจเรื่องสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น เพราะการที่บริษัทมีสิทธิยกเว้นหรือได้รับการลดภาษีหรือหักค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จ่ายไปจริง ย่อมเป็นการสร้างแต้มต่อในการทำธุรกิจและสามารถเอาชนะคู่แข่งแบบชนิดตัดเชือกได้เลยทีเดียว
ตัวอย่างข้อได้เปรียบของกิจการที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI
บริษัท Aได้รับ BOI บริษัท Bไม่ได้รับ BOI
กำไรก่อนภาษี 100 บาท 100 บาท
ภาษี 0 บาท 23 บาท
กำไรหลังภาษี 100 บาท 77 บาท
ภาษีเงินปันผล ปกติ 10% 0 บาท 7.7 บาท
เงินปันผลของผู้ถือหุ้น 100 บาท 69.3 บาท
ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลจากบริษัท A100 บาท ซึ่งมากกว่าเงินปันผลของบริษัท Bที่ 69.3 บาท ผลต่างทางภาษีที่ประหยัดได้ คือ 30.7 บาท หรือ 30.7%ในจำนวนเงินกำไร 100 บาทเท่ากัน ซึ่งสิทธินี้ไม่ใช่มีเพียงปีเดียว แต่จะมีอยู่ถึง 8 ปี
ในตอนต่อไปเราจะมีแง่มุมในทางภาษีที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องภาษีของการส่งเสริมการลงทุนมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเพื่อนำไปใช้ประโยชน์
ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
ดร. สุวรรณ
English Version |