นิทานเรื่อง
“The Copper Boy”
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์
นิทานเรื่องนี้จะเกี่ยวกับมรดกและภาษีมรดก
ปี 2552 ซึ่งจบไปถือเป็นปีที่มีความผันผวนของราคาทองคำ ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากต้นปีจนถึงปลายปีมาอยู่ที่บาทละ 17,500 บาท หรือประมาณ USD 1,100 ต่อ 1 ออนซ์ ทอง 99.99% ส่วนทองในประเทศไทยมีความบริสุทธิ์ 96.5% เนื่องจากแต่เดิมร้านทองใหญ่ ๆ ที่เยาวราชจะขายทองรูปพรรณมากกว่าทองแท่ง ซึ่งถ้าหากเอาทอง 99.99% มาทำเป็นทองรูปพรรณก็จะนิ่มและบุบง่าย จึงมีการเอาโลหะอื่นมาเจือไว้ประมาณ 3.5% เพื่อให้มีความแข็งตัวพอที่จะทำเป็นทองรูปพรรณได้ดี
สำหรับปี 2553 นักค้าทองหลายคนยังเล็งเห็นว่ามีโอกาสที่ราคาทองจะขึ้นไปสูงแตะบาทละ 20,000 บาท แต่ก็ไม่แน่นอน เพราะหลายคนก็เห็นว่าราคาอาจร่วงไปจนถึงบาทละ 15,000 บาท ผู้ลงทุนจึงต้องพิเคราะห์เอาเอง
ในด้านการลงทุน หากซื้อทองที่บาทละ 17,500 ใน 12 เดือน แล้วได้กำไรบาทละ 2,500 บาท เท่ากับประมาณ 14% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนดี โดยทั่วไปแล้วทองจะมีความเสี่ยงและความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นยก เว้นฝากธนาคาร
เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้ช่วยนักธุรกิจรุ่นน้องคนหนึ่งในการขายบริษัทผลิตท่อทองแดงและอลูมิ เนียมได้เงินมาประมาณ 200 – 300 ล้าน ผมให้คำแนะนำด้านกฎหมายการขาย โอนกิจการ และวางแผนภาษีต่าง ๆ ให้ถูกต้องพร้อมกับหาวิธีประหยัดตามกฎหมาย
เมื่อขายกิจการได้รับเงินมาแล้ว ผมถามเขาว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไร สิ่งที่เขาตอบทำให้ผมแปลกใจมาก เขาบอกว่ากำลังศึกษาเรื่องซื้อขายทองแดงล่วงหน้า และต่อไปหากประเทศไทยมีการเปิดขายทองแดงในตลาดล่วงหน้าของ TFEX หรือ Thailand Futures Exchange เขาจะได้พร้อมเข้าทำการซื้อขาย โดยตั้งงบประมาณไว้นับสิบล้านบาท ผมจึงถามเขาว่าจะเอาความรู้ในการค้าทองแดงและอลูมิเนียมมาจากไหน เขาก็บอกว่า เนื่องจากกิจการทำท่อโลหะมีมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อของเขา เขาก็เรียนรู้เรื่อยมาทั้งการผลิตและขายท่อ รวมทั้งการดูราคาวัตถุดิบโดยจะมีการซื้อมาตุนไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่คุณพ่อของเขาทำธุรกิจแบบเก่า กล่าวคือ แต่ละปีที่มีกำไรก็ไม่เอาเงินไปกระจายการลงทุนในกิจการอื่น เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม หรือซื้อหุ้น หรือพันธบัตร แม้แต่ทองคำคุณพ่อของเขาก็ไม่สนใจ เพราะเห็นว่าทำธุรกิจผลิตขายท่อและซื้อขายทองแดงกับอลูมิเนียมมีกำไรดีกว่า เงินทั้งหมดจึงจมอยู่ในกิจการของโรงงาน
และแล้วก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่คุณพ่อของเขาขยายกิจการโรงงานอย่างมาก กู้ยืมเงินดอลลาร์จากต่างประเทศ เพิ่มกำลังการผลิตอีกสองเท่าโดยหวังจะขายได้มากเป็น 300% เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจโหมกระหน่ำเข้ามาทำให้หนี้สินที่กู้ยืมมา 200 ล้านบาท กลายเป็น 500 ล้านบาท เพราะเงินบาทลอยตัว เสื่อมค่าลงไปจากเดิมดอลลาร์ละ 25 บาท เป็น 55 บาท ส่วนกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นก็ปรากฏว่า order สั่งซื้อจากลูกค้าหายหมด สินค้าขายไม่ได้เลย วัตถุดิบ คือ ทองแดงและอลูมิเนียมที่ซื้อมาเก็บไว้ในราคาแพงสมัยเศรษฐกิจฟองสบู่ก็ตกต่ำลง ไปหลายเท่า จึงขาดทุน 3 ทาง คือ
1. ขาดทุนจากกิจการโรงงานเพราะขายสินค้าไม่ได้
2. ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะไปกู้ยืมเงินดอลลาร์มาจำนวนมาก
3. ขาดทุนจากราคาวัตถุดิบที่ซื้อมาแพง
กิจการของพ่อจึงล้มละลาย เวลาผ่านพ้นไป 4-5 ปี จนถึงปี 2544 เขาก็รวบรวมกำลังทรัพย์แล้วเปิดโรงงานขนาดเล็กขึ้นมาใหม่ อาศัยความรู้ที่เรียนจากคุณพ่อ เขาเริ่มผลิตท่อทองแดงและอลูมิเนียมขาย แต่คราวนี้ทำด้วยความระมัดระวัง ไม่กู้ยืมเงินมาก และไม่ขยายกำลังการผลิตจนเกินตัว หากปีไหนมี order ดี เขาก็จะซื้อเป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือ sourcing จากโรงงานอื่นซึ่งเขาไว้ใจ แล้วขายต่อแบบ Back to Back Sales จึงมีกำไรจากทั้งการผลิตสินค้าขาย และซื้อมาขายไป
อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งสนใจโรงงานของเขา จึงขอซื้อในราคา 300 ล้านบาท เขาเห็นว่าการทำธุรกิจการผลิตและค้าขายค่อนข้างเหนื่อยมาก ขายโรงงานได้เงินจำนวนนี้เอาไปลงทุนอย่างอื่นจะสบายและมีโอกาสกำไรมากกว่า
ท่านที่สนใจตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดแข็ง (Hard Commodity) คือ โลหะพื้นฐาน (Base Metal) เช่น ทองแดง อลูมิเนียม หรือสังกะสี หรือแม้แต่โลหะมีค่า (Precious Metal) เช่น เงิน (Silver) หากศึกษาให้ดีก็มีโอกาสทำกำไรได้ ปัจจุบันมีกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ขายอยู่ในเมืองไทยพอสมควร ต่อไปตลาด TFEX ก็อาจจะเปิดซื้อขายโดยตรง ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอ่อน (Soft Commodity) คือสินค้าเกษตรก็มีตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเปิดขายข้าวและยางพาราอยู่แล้ว
เมื่อเทียบกับการซื้อขายทองคำแท่งที่คุณมีโอกาสได้กำไรใน ปี 2552 ถึง 30% ถ้าคุณเข้าไปซื้อขายในตลาดทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ของ TFEX ก็อาจจะได้กำไรเป็น 100% แต่ต้องระลึกถึงหลักการที่ว่า หากมีโอกาสกำไร 100% ก็อาจจะขาดทุนได้ 100% เช่นกัน ดังนั้น ต้องระวังความเสี่ยงและความผันผวน โปรดดู Chart ของราคาทองแดงและอลูมิเนียมเมื่อเทียบกับทองคำตามที่แนบ ซึ่งหาได้จาก Website ของ Google



การที่สินค้าราคาขึ้นลงผันผวน คุณมีโอกาสจะสร้างกำไร แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น อย่าลืมความเสี่ยงนะครับ
ท่านอ่านมาถึงจุดนี้อาจจะถามว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับกฎหมายและมรดก ผมก็ขอพูดว่า สิ่งที่นักธุรกิจคนนี้บอกผมก็คือ มรดกที่เขาได้จากพ่อมี
1. ความรู้ในการทำโรงงานผลิตท่อทองแดงและอลูมิเนียม
2. คนเราต้องกระจายการลงทุน
3. ความรู้เกี่ยวกับการดูราคาทองแดงและอลูมิเนียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อขายวัตถุดิบเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และการทำ Arbitrage คือ การเอาความผันผวนของสองสิ่งมาบวกกันทำให้ความเสี่ยงหมดไป เช่น คุณกู้ยืมเงินดอลลาร์อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 2% แต่เกรงว่าเงินบาทจะอ่อนค่า ทำให้คุณขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน คุณก็ซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าเท่ากับหนี้เงินกู้ของคุณ โดยไม่เก็งกำไรเกี่ยวกับค่าเงิน เช่น กู้ยืมเงินมา 1 ล้านเหรียญ ก็ซื้อล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง 1 ล้านเหรียญ ให้ความเสี่ยงเรื่องค่าเงินกับอัตราดอกเบี้ย Square กัน
สำหรับมรดกที่คนไทยได้จากบรรพบุรุษตามสายเลือดหรือที่มีผู้ทำพินัยกรรมยกให้ ประเทศของเราไม่มีภาษีมรดก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เห็นว่าคงอีกนานกว่าจะมีภาษีมรดก เนื่องจาก
(1) ประเพณีของคนไทย คือ บรรพบุรุษจะเก็บทรัพย์สมบัติให้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานคนรุ่นหลัง การออกกฎหมายภาษีมรดกจึงไม่ตรงกับขนบธรรมเนียมประเพณี
(2) ประเทศไทยมีภาษีอยู่แล้วประมาณ 10 ประเภท หากรัฐบาลต้องการจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยไม่ต้องออกภาษีใหม่เป็นอย่างที่ 11
(3) ทุกครั้งที่มีรัฐบาลชุดใม่ จะมีการปัดฝุ่นกล่าวถึงภาษีใหม่ 2 ประเภท คือ ภาษีทรัพย์สิน และภาษีมรดก แล้วก็ค่อย ๆ เลือนไป
(4) กฎหมายจะต้องผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณา
นอกจากนี้ประเทศไทยยังไม่มีวิธีการพิสูจน์พินัยกรรม คือ Probate อีกด้วย ดังนั้น การรับมรดกในประเทศไทยจึงง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าต่างประเทศ รวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าด้วย เราจึงควรดีใจที่เกิดเป็นคนไทยในผืนแผ่นดินแห่งนี้
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร |