เงินได้จากค่าจ้างแรงงานอื่นซึ่งผู้ใช้แรงงานมีราย จ่ายสูง เช่น คุณเป็นนายหน้าตัวแทน ถ้าทำงานอยู่คนเดียว เงินค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับก็เสียภาษีตามมาตรา 40 (2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้เพียง 60,000 บาท แต่ถ้าเป็นนักขายที่เก่ง นอกจากจะขายสินค้า เช่น นูสกิน หรือขายประกันชีวิตของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด แล้ว คุณยังมีลูกทีมหรือผู้ช่วยอีกจำนวนหนึ่งซึ่งคุณต้องจัดตั้งเป็นสำนักงาน มีการฝึกอบรม เสียค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าฝึกอบรม ถ้าเป็นดังนี้เงินได้จากการเป็นนายหน้าตัวแทนถือเป็นเงินในทางพาณิชย์ตาม มาตรา 40 (8) ซึ่งช่วยให้คุณหักค่าใช้จ่ายได้ตามความเป็นจริงและสมควร ลักษณะนี้ย่อมจะมากกว่าปีละ 60,000 บาท อย่างแน่นอน
ดังนั้น ถ้าคุณอยากเสียภาษีน้อยและอยู่ในรูปของการขายแรงงาน คุณจะต้องผันแปรตัวเองเป็นวิชาชีพอิสระตาม 3. หรือเป็นผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์ตาม 4. ข้างต้น ในทางปฏิบัติทำได้ไม่ยาก วิธีการมีดังนี้
(1) ทำความตกลงกับนายจ้าง เปลี่ยนสถานะจากพนักงานลูกจ้างมาเป็นที่ปรึกษาอิสระแล้วรับเงินค่าที่ปรึกษา ตามผลงาน ไม่ใช่รับเป็นค่าจ้างเท่า ๆ กันทุกเดือน มิฉะนั้น ทางการจะถือว่าแม้จะเป็นที่ปรึกษา แต่รับเงินเสมือนเป็นค่าจ้างเท่ากันทุกเดือนอยู่อีก ก็ต้องเสียภาษีแบบเงินเดือน ดังนั้น จึงต้องทำสัญญาฉบับใหม่กับผู้ว่าจ้างให้ตรงกับบทบาทของที่ปรึกษา
(2) คุณไม่มีอำนาจบังคับบัญชา พนักงานของนายจ้าง มิฉะนั้นคุณจะกลับไปเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานเช่นเดิม ในประเด็นนี้ผมเห็นว่าการบังคับบัญชาเป็นเรื่องรอง เพราะแม้จะไม่มีอำนาจตามสายงาน แต่หากคุณเป็นผู้ที่มีอาวุโส บุคคลอื่นให้ความเคารพยำเกรง เมื่อที่ปรึกษาชี้แนะพนักงานในบริษัทก็ทำตาม
(3) รับเงินค่าจ้างตามผลงาน เช่น เป็นแพทย์ ต้องคิดค่ารักษามากน้อยตามความยากง่ายในการตรวจคนไข้แต่ละราย ถ้าเป็นนักบัญชี ก็รับเงินตามปริมาณงานที่ทำให้แก่ลูกค้าแต่ละบัญชี หรือเป็นทนายความ ก็รับเงินค่าว่าความตามความยากง่ายของคดี
(4) ดูแลเรื่องกระแสเงินสด (Cash Flow) เพราะการรับเงินตามผลงานบางเดือนจะมีรายได้มาก บางเดือนรายได้น้อย คุณต้องมีเงินสดสำรองไว้ให้เพียงพอ เพราะทุกคนและทุกครอบครัวมีค่าใช้จ่ายประจำอยู่แล้ว ถ้าคุณวางแผนการเงินอย่างดี การมีเงินสดสำรองทำได้ไม่ยาก เช่น มีเงินฝากในธนาคาร หรือถ้าฝากเงินได้ดอกเบี้ยต่ำ คุณอาจจะซื้อกองทุนตราสารหนี้ที่เป็น Cash Management สามารถถอนได้ทุกวันเสมือนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บางคนก็ซื้อเป็นทองเก็บไว้ เพราะทองขายได้สัปดาห์ละเจ็ดวัน มีความคล่องตัว ส่วนราคาจะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับท้องตลาด
ข้อพึงระวัง
(1) การที่จะบ่งชี้ว่าคุณมีรายได้ประเภทใดจากการทำงานหรือให้บริการ ขึ้นอยู่กับเอกสารสัญญาต่าง ๆ ที่รองรับ จะต้องจัดทำเอกสารให้ตรงกับประเภทรายได้ และลักษณะของผู้ว่าจ้าง ข้อสำคัญ ผู้ให้บริการต้องไม่มีนายจ้างเป็นผู้บังคับบัญชา มีแต่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ในการวางแผนภาษีผมจะเน้นเรื่องเอกสารต้องทำให้ถูกต้องตรงกับวิธีทำงาน
(2) หากคุณรับค่าบริการปีหนึ่งถึง 1,800,000 บาท ก็จะต้องจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เว้นแต่คุณเข้าข่ายยกเว้น เช่น รายได้จากอาชีพแพทย์ หรือค่าสอบบัญชี หรือค่าว่าความ ซึ่งยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อได้เปรียบ
(1) หากคุณสามารถรับรายได้เป็นค่าบริการหรือค่าวิชาชีพ โดยไม่ต้องจัดประเภทเป็นเงินเดือนอย่างพนักงานแล้ว นอกจากคุณจะเสียภาษีน้อยลงเนื่องจากคุณหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยลง เพราะเวลาลูกจ้างรับเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้นายจ้างหักภาษีโดยถือเสมือนว่าคุณมีรายได้ทั้งปี เพื่อให้แต่ละเดือนคุณถูกหักภาษีเท่า ๆ กัน แต่ถ้าคุณเป็นผู้ให้บริการลักษณะอื่น ๆ ปกติจะถูกหักภาษีเพียงร้อยละ 3
(2) เสียภาษีช้ากว่า กล่าวคือ พนักงานลูกจ้างเสียภาษีปีละ 13 ครั้ง โดยเขาถูกนายจ้างหักภาษีทุกเดือน ปีละ 12 ครั้ง และเมื่อสิ้นปียังต้องเอาเงินเดือนทั้งหมดมารวมยื่นเสียภาษีในเดือนมีนาคม ของปีถัดไปอีกด้วย แต่ผู้ให้บริการซึ่งรับค่าตอบแทนในลักษณะอื่น เสียภาษีเพียงปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกสำหรับรายได้ค่าบริการตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน ซึ่งต้องนำมายื่นเสียภายในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน ครั้งที่สองก็เอารายได้ค่าบริการทั้งปีมายื่นเสียในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยหักเครดิตภาษีได้สองประเภท คือ
1. ภาษีที่ได้ยื่นเสียกลางปีตอนเดือนกันยายน
2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ลูกค้าผู้รับบริการได้หักไว้ โดยออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้เป็นหลักฐาน
บทความนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เงินเดือนก็มีทางออกที่ จะเสียภาษีน้อยลงได้เหมือนกัน คุณเลือกได้ ข้อสำคัญคือ ปรึกษาผู้รู้ ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตกลงกับลูกค้าหรือผู้รับบริการให้เรียบร้อย และจัดทำเอกสารให้ตรงกับประเภทรายได้ที่คุณได้มา
ถ้าคุณเอาใจใส่ ภาษีจะลดลงไปมากเลยทีเดียว โปรดดูจาก Case Study หรือกรณีศึกษาตามที่แนบ เอาใจช่วยทุกคนครับ