หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ภาษีของคนทำงานต่างประเทศ ตอนที่ 2

ภาษีของคนทำงานต่างประเทศ ตอนที่ 2

 

โดย ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

 

ในตอนที่ 1 ผมได้อธิบายว่าเงินได้จากแหล่งในต่างประเทศ (Foreign Source Income) ต่างกับเงินได้ในประเทศไทยอย่างไร ในตอนนี้เราจะมาศึกษาวิธีวางแผนให้เสียภาษีน้อย ๆ ครับ

 

วิธีเสียภาษีให้น้อย

 

ที่ปรึกษาด้านภาษีอากรหลายคนแนะนำว่า หากคุณอยากจะเสียภาษีน้อย นอกจากจะพยายามหาเงินได้ที่หักรายจ่ายได้มาก เช่น แทนที่จะเป็นพนักงานกินเงินเดือน คุณควรรับเป็นค่าธรรมเนียมวิชาชีพอิสระ หากคุณเข้าข่ายมาตรา 40 (6) เช่น เป็นแพทย์ วิศวกร นักบัญชี นักกฎหมาย สถาปนิก หรือทำงานเกี่ยวกับปราณีตศิลปกรรม ซึ่งเงินได้ที่เกิดขึ้นจะหักภาษีเป็นการเหมาได้ระหว่าง 30-60% และยังเสียภาษีน้อยครั้งกว่า กล่าวคือ ปีหนึ่งยื่นเสียภาษีเพียงสองครั้ง โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเพียง 3%

         

ในทางตรงกันข้าม หากคุณต้องกินเงินเดือน รับโบนัส เป็นพนักงานลูกจ้างแล้ว คุณเสียภาษีปีหนึ่งถึง 13 ครั้ง คือ ทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายเงินเดือน คุณถูกหักภาษีปีหนึ่ง 12 ครั้ง แล้วในตอนสิ้นปียังต้องนำรายได้ทั้งหมดไปยื่นรวมภาษีอีกในเดือนมีนาคมของปี ถัดไป ถือเป็นครั้งที่ 13 ในเวลาเดียวกันคุณก็หักค่าใช้จ่ายได้น้อยมาก เพราะกฎหมายถือว่านายจ้างจัดหาปัจจัยและสวัสดิการต่าง ๆ ให้คุณทั้งหมด คุณจึงหักค่าใช้จ่ายได้เพียง 40% ปีหนึ่งไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งถ้าหากว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างในปีใดเกินกว่า 150,000 บาท ส่วนที่เกินก็ถือว่าไม่อาจหักภาษีได้อีกแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่มีเงินเดือนสูงก็ต้องถือว่าเสียภาษีจนอ่วม ทางออกก็มีเพียงสองวิธี คือ

  1. พยายามหาวิธีหักลดหย่อนเพิ่มขึ้นตามที่กฎหมายอนุญาต เช่น  เเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พยายามจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนให้สูงที่สุด คือ ปีหนึ่งได้ถึง 15% ของค่าจ้างแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และส่วนที่นายจ้างสมทบให้ไม่เกิน 500,000 ก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วย และ ซื้อกองทุน RMF และ LTF อีกปีละ 500,000 บาท ต่อกอง โดยเงินที่ซื้อ RMF รวมกับเงินสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  2. อีกวิธีหนึ่งก็คือ ไปทำงานแล้วมีเงินได้ในต่างประเทศ

 

เงื่อนไขการทำงานต่างประเทศ

 

หากคุณคิดว่าการหาเงินได้จากต่างประเทศจะช่วยให้คุณเสีย ภาษีได้น้อยลงและอยากจะใช้ประโยชน์ คุณต้องดำเนินการต่าง ๆ เป็นขั้นตอนดังนี้

 

1.

พิสูจน์ว่า คุณทำงานในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะมาจาก

  • หนังสือเดินทางหรือ Passport แสดงว่าคุณได้เดินทางออกจากประเทศไทย คุณจะไปทำงานประเทศไหนก็ตาม แต่ต้องแสดงว่าคุณได้ออกไปจากประเทศไทย
  • ถ้ามีสัญญาว่าจ้างที่แสดงว่าคุณทำงานในต่างประเทศด้วยก็จะยิ่งชัดเจน
  • มีนายจ้างเป็นบริษัทต่างประเทศ หรือมีสำนักงานตั้งอยู่ในต่างประเทศ หรือว่าคุณประกอบธุรกิจเองในต่างประเทศ

ถ้าคุณทำงานกับบริษัทไทย และบริษัทดังกล่าวมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศโดยคุณประสงค์ที่จะเป็น พนักงานของบริษัทไทยต่อไป เช่น เพื่อประโยชน์ในการนับอายุการทำงานต่อเนื่อง หรือได้รับสวัสดิการต่าง ๆ คุณยังสามารถที่จะแยกงานออกเป็นสองส่วนคือ งานที่ทำในประเทศไทยให้ทำสัญญากับบริษัทใหญ่ในประเทศไทย ส่วนงานที่ทำต่างประเทศให้ทำเป็นสัญญาจ้างอีกฉบับหนึ่งกับบริษัทในเครือซึ่ง ตั้งอยู่ในต่างประเทศ โดยคุณเดินทางไป ๆ มา ๆ เพื่อทำงานทั้งในและนอกประเทศ ดังนี้ รายได้ที่เกิดจากงานของบริษัทในเครือซึ่งทำในต่างประเทศก็ได้รับสิทธิจะถือ ว่าเป็นเงินได้ที่เกิดจากต่างประเทศซึ่งไม่ต้องเสียภาษีไทย กล่าวโดยสรุปก็คือ คุณต้องแยกนายจ้างไทยกับนายจ้างต่างประเทศออกจากกันให้ชัดเจน เพราะถ้าหากว่าคุณไม่มีเอกสารแสดงว่ามีการทำงานในต่างประเทศกับผู้ว่าจ้าง ต่างประเทศแล้วรายได้ทั้งหมดอาจต้องเสียภาษีไทยก็ได้

   

2.

 

เงินได้ต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีไทย

 

เมื่อคุณผ่านขั้นตอนที่ 1 ที่พิสูจน์ว่าคุณมีเงินได้ในต่างประเทศแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเสียภาษีในประเทศไทยอีก ไม่ว่าเงินได้นั้นจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาลต่างประเทศหรือไม่ เพราะมีหลายประเทศซึ่งรัฐบาลไม่เก็บภาษี อาทิเช่น ประเทศต่าง ๆ ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเศรษฐีร่ำรวยจากน้ำมัน เขาขายน้ำมัน ก็มีรายได้พอสำหรับงบประมาณแล้ว จึงไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ในประเทศนั้นอีก

นอกจากนี้ยังมีบางประเทศที่อนุญาตให้ผู้มีเงินได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลด หย่อนส่วนตัวได้จำนวนมาก ดังนั้น เมื่อคุณเอารายได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วหากไม่มีเงินเหลือที่จะ ต้องเสียภาษี คุณก็ไม่ต้องมีภาระแต่ประการใด

   
3.

การนำรายได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์และคนไทยเราก็รักที่จะ อยู่ประเทศนี้ ดังนั้น แม้จะไปทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว ในที่สุดเมื่ออายุมากขึ้นก็อยากจะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ หลาย ๆ คนซึ่งทำงานมีเงินได้อยู่ต่างประเทศ หรือเอาเงินไปลงทุนเมืองนอกแล้วได้กำไรก็จะเอากลับมาใช้จ่ายและลงทุนใน ประเทศไทย รวมทั้งเก็บเพื่อเป็นมรดกตกทอดให้แก่ลูกหลาน

คำถามในชั้นนี้จึงมีว่า เงินได้จากต่างประเทศไม่ว่าจะเสียภาษีในประเทศนั้นหรือไม่ก็ตาม เมื่อนำเข้ามาในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีอีกหรือไม่?

ในหลักการคนไทยที่นำเอาเงินได้จากต่างประเทศเข้ามา ในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษีไทยอีกครั้งหนึ่ง ยกเว้นแต่ว่าเขาเข้าเงื่อนไขสองข้อดังต่อไปนี้

  • คุณอยู่ในประเทศไทยในปีที่นำเงินเข้ามาถึง 180 วันขึ้นไป ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
  • นำเงินที่ได้รับในปีเดียวกันเข้ามาในประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากว่าคุณอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ในปีที่นำเงินได้เข้ามา หรือแม้จะถึง 180 วันก็ตาม ซึ่งกฎหมายถือว่าคุณเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่นำเงินได้ที่คุณหาได้ในปีก่อนหน้านั้นเข้ามา อาทิเช่น มีเงินได้ในปี 2552 ก็ให้นำเข้ามาในปี 2553 คุณก็ยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษี

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าหลักเกณฑ์ยกเว้นภาษี คุณก็ยังต้องพิสูจน์ว่าเงินได้ที่นำเข้ามาเป็นของปีก่อนหน้านั้น กล่าวคือ ถ้าคุณหาเงินได้ในปี 2552 คุณก็ควรฝากไว้กับธนาคาร มีสมุดคู่ฝากหรือรายละเอียดจากธนาคาร (Bank Statement) ที่แสดงว่าเป็นเงินฝากของปี 2552 แล้วก็นำเข้ามาในปี 2553 แต่หากว่าคุณไม่มีหลักฐานพอที่จะพิสูจน์แล้วก็อาจจะอยู่ในข่ายถูกสงสัยว่านำ เอารายได้ในปีเดียวกันเข้ามาในประเทศทำให้ต้อเสียภาษี ดังนั้น ผมแนะนำว่ามีหลักฐานเอกสารไว้ยืนยันจะปลอดภัยกว่า

ในกรณีที่มิใช่เงินได้ที่เกิดจากการทำงานในต่าง ประเทศ แต่เป็นดอกผลจากการลงทุน เช่น คุณนำเงินไปซื้อหุ้น หรือพันธบัตรของต่างประเทศ แล้วมีกำไรจากการขายหุ้นหรือได้รับดอกเบี้ย หากประสงค์จะยกเว้นภาษีจะใช้หลักการเดียวกันกับหลักการเดียวกับรายได้จากการ ทำงานหรือไม่? ขอตอบว่า เงินได้ในที่นี้รวมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส ซึ่งปกติกฎหมายไทยถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) หากเป็นเงินได้จากการลงทุน ซึ่งถ้าเป็นดอกเบี้ยหรือกำไรจากการซื้อขายหุ้นก็เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) และถ้าคุณซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในต่างประเทศแล้วให้เช่า ค่าเช่าก็จะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (5) ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินได้ประเภทใด ๆ ก็ถือหลักเดียวกันกับเงินเดือน ค่าจ้าง

 

การหักภาษี 15% เป็นกรณีพิเศษ

 

ในท้ายสุดหากคุณมีความจำเป็นต้องทำงานกับบริษัทไทย ซึ่งเข้าข่ายจะต้องเสียภาษีจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย คุณก็ยังมีสิทธิที่จะลดภาษีจากอัตราสูง เช่น 30-37% เหลือเพียง 15% โดยอาศัยมาตรา 50 (1) วรรคท้าย ซึ่งกำหนดว่า กรณีที่บริษัทห้างร้านจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้รับซึ่งอยู่ต่างประเทศในรูปของ เงินได้จากตำแหน่งหน้าที่การงาน เช่น เป็นที่ปรึกษาหรือนายหน้าตัวแทน โดยไม่มีสถานะป็นพนักงานลูกจ้างของบริษัทไทย เงินได้นี้จัดอยู่ในมาตรา 40 (2) ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเพียง 15% เท่านั้น

การที่จะเข้าข่ายได้รับสิทธิตามมาตรานี้คุณจะต้องพิสูจน์ว่า

  1. มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ เช่น อยู่ในต่างประเทศเกินกว่า 185 วันในปีนั้น คือ อยู่ในประเทศไทยน้อยกว่า 180 วัน ในปีที่รับเงินค่าตอบแทน และสามารถพิสูจน์ที่อยู่ในต่างประเทศได้อย่างชัดเจน เช่น สัญญาจ้างกำหนดถิ่นที่อยู่ของผู้รับจ้างในต่างประเทศ
  2. ต้องเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) คือ เป็นการให้บริการโดยไม่ได้เป็นพนักงานลูกจ้าง
  3. เงินที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการทำงานในต่างประเทศให้แก่บริษัทไทย

 

  ขอให้ทุกท่านเสียภาษีตามกฎหมายและโชคดีครับ
   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org
  Download