หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ภาษีของคนทำงานต่างประเทศ ตอนที่ 1

ภาษีของคนทำงานต่างประเทศ ตอนที่ 1

 

โดย ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

 

          กฎหมายของไทยเก็บภาษีจากแหล่งเงินได้ เรียกสั้น ๆ คือ “ทำงานที่ไหนให้เสียภาษีที่นั่น” ดังนั้น ถ้าแหล่งที่ก่อให้เกิดเงินได้ เช่น ทำงานในประเทศไทย (Thailand Source Income) ผู้นั้นก็ต้องเสียภาษีไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

 

          ในทางตรงกันข้าม หากคุณมีเงินได้จากแหล่งนอกประเทศ (Foreign Source Income) กล่าวคือ คุณทำงานต่างประเทศให้แก่นายจ้างที่อยู่ต่างประเทศ คุณก็ไม่ต้องเสียภาษีไทย ในขณะนี้ประเทศไทยได้ทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Tax Agreement หรือ DTA) กับประเทศต่าง ๆ รวม 54 ประเทศ ดังต่อไปนี้

 

1.      เกาหลีใต้                               
2.     แคนาดา                                   
3.     คูเวต                                        
4.     จีน                                          
5.     ชิลี                                         
6.     เชค                                          
7.     เซเซลส์                                      
8.     ไซปรัส                                       
9.     ญี่ปุ่น                                        
10.     เดนมาร์ก                                   
11.     ตุรกี                                         
12.     นอร์เวย์                                    
13.     นิวซีแลนด์                                  
14.     เนเธอร์แลนด์                              
15.     เนปาล                                       
16.     บาเรนห์                                     
17.     บังคลาเทศ                                
18.     บัลแกเรีย                                   
19.     เบลเยี่ยม                                    
20.     ปากีสถาน                                 
21.     โปแลนด์                                    
22.     ฝรั่งเศส                                           
23.     ฟินแลนด์                                   
24.     ฟิลิปปินส์                                   
25.     มอริเซียส                                   
26.     มาเลเซีย                                    
27.     ยูเครน                                 

28.    เยอรมัน
29.     รัสเซีย
30.     โรมาเนีย
31.     ลักเซมเบอร์ก
32.     ลาว
33.     เวียดนาม
34.     ศรีลังกา
35.     สเปน
36.     สวิสเซอร์แลนด์
37.     สวีเดน
38.     สหรัฐอเมริกา
39.     สิงคโปร์
40.     สโลเวเนีย
41.     ออสเตรเลีย
42.     ออสเตรีย
43.     อังกฤษ และไอร์แลนด์เหนือ
44.     อาร์เมเนีย
45.     อิตาลี
46.     อินเดีย
47.     อินโดนีเซีย
48.     อิสราเอล
49.     อุซเบกิสถาน
50.     อามิเรตส์
51.     แอฟริกาใต้
52.     โอมาน
53.     ฮังการี
54.     ฮ่องกง

 

ในเวลาเดียวกันประเทศไทยก็กำลังเจรจาสัญญา DTA กับประเทศต่าง ๆ อื่น ซึ่งต่อไปในอนาคตก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก

          สัญญา DTA ช่วยให้การตีความในเรื่องภาระการเสียภาษีชัดเจนขึ้น และทำให้ไม่มีการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นภาษีของเงินได้ของประเทศหนึ่ง จะไม่ต้องไปเสียภาษีในอีกประเทศหนึ่ง หรือใช้วิธีการให้เครดิตภาษี เช่น ถ้าคุณทำงานในประเทศสิงคโปร์ และได้เสียภาษีในประเทศสิงคโปร์แล้วในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศไทย หากภายหลังมีการเอาเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกันโดยคุณเป็นผู้อยู่ ในประเทศไทยเกินกว่า 180 วัน ในปีนั้น การนำเงินเข้ามาก็ต้องเสียภาษี แต่ภาษีที่ได้ชำระในประเทศสิงคโปร์สามารถใช้เป็นเครดิตเพื่อหักออกจากภาษี ของไทยได้

ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าแหล่งเงินได้ในประเทศไทยเกิดจากอะไรบ้าง

  1. ค่าตอบแทนจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย
  2. เงินได้จากกิจการที่ทำในประเทศไทย
  3. เงินได้จากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ
  4. เงินได้จากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

ขอให้สังเกตุว่า เงินได้ที่เกิดจากแหล่งในประเทศไทยไม่ว่าจะจ่ายที่ใดก็ตาม เช่น ตกลงให้นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในประเทศไทยให้จ่ายค่าจ้างในต่างประเทศ ก็ยังต้องเสียภาษีไทยอยู่ดี นอกจากนี้ หากนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างอยู่ในประเทศไทยก็ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ของประมวลรัษฎากรอีกด้วย

          ในทางตรงกันข้าม ก็มีเงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศไทยดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 วรรคสอง ดังนี้

  1. หน้าที่ งานที่ทำในต่างประเทศ
  2. กิจการที่ทำในต่างประเทศ
  3. ทรัพย์สินตั้งอยู่ในต่างประเทศ

เงินได้ทั้งสามจำพวกข้างต้น ผู้รับไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย เว้นแต่ว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันขึ้นไป และนำเงินได้ที่เกิดต่างประเทศในปีนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกัน

          ปัจจุบันอัตราภาษีของประเทศไทยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบกับประเทศในแถบเอเซีย ตะวันออกไกล เช่น ฮ่องกง ซึ่งมีอัตราอยู่ที่ประมาณ 17.5% และสิงคโปร์ก็อยู่ที่ประมาณ 22% นอกจากนี้ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์ ยังมีกฎหมายยกเว้นภาษีของเงินปันผลและกำไรจากการลงทุน (Capital Gain) อีกด้วย

 

          การที่จะพิจารณาว่าประเทศไทยเก็บภาษีในอัตราสูงหรือต่ำ นอกจากจะต้องดูอัตราภาษีที่เรียกเก็บแล้วก็ยังต้องพิจารณาถึงว่าผลประโยชน์ ที่ประชาชนได้รับจากรัฐบาลว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะบางประเทศแม้จะเรียกเก็บภาษีสูง แต่รัฐบาลก็ดูแลประชาชนของเขาอย่างทั่วถึง เช่น มีสวัสดิการตั้งแต่แรกเกิด มีเงินบำเหน็จบำนาญเมื่อชราภาพ มีความปลอดภัยในชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน รวมทั้งการกินอยู่ก็มีบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 เกิดฝนตกหนักในประเทศสิงคโปร์จนน้ำถึงกับท่วมถนน Orchard ซึ่งเป็นย่านธุรกิจใหญ่สำคัญของประเทศ เทียบได้กับย่าน Ginza ของกรุงโตเกียว หรือย่านถนน Nathan ของฮ่องกง ปรากฎว่าชาวสิงคโปร์ต่อว่ารัฐบาลอย่างมากว่า พวกเขาเสียภาษีสูงแล้ว (หากดูว่าเขาเสียแค่ 22% ก็ไม่น่าจะสูง เพราะประเทศไทยเสียสูงสุดถึง 37%) และสำทับว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินการไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีกอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ทำให้ธุรกิจของเขาเสียหาย

 

ในตอนที่ 2 เราจะไปศึกษาวิธีเสียภาษีให้น้อยตามแนวของกฎหมาย

  ขอให้ทุกท่านเสียภาษีตามกฎหมายและโชคดีครับ
   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org
  Download