หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.

 
 
 
Share    
คนเราจะมั่งคั่งในชีวิตได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ

ภาษีร้านอาหาร

โดย ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

คนเราจะมีเงินมีทอง มีความมั่งคั่งในชีวิตได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการดังต่อไปนี้

 

  1. ขยันขันแข็ง   ไม่มีใครตั้งตัวได้โดยเป็นคนขี้เกียจ ดังนั้น ถ้าคุณอยากรวยเงินรวยทองก็ต้องใช้สุภาษิต “หนักเอาเบาสู้”   “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน”
     
  2. ประหยัด  เศรษฐีทุกคนกว่าจะเก็บเงินเป็นกอบเป็นกำได้ก็ต้องประหยัด คนที่สุรุ่ยสุร่ายไม่มีทางที่จะเก็บออมเงิน
     
  3. มีความรู้  เรื่องนี้คุณแม่สอนผมว่าลูกต้องเรียนรู้ทุกวัน และจะหยุดเรียนก็ต่อเมื่อปิดฝาโลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  คุณจะต้องใช้วิทยาการสมัยใหม่มาช่วยให้สามารถทำมาหากินและแข่งขันกับผู้อื่น ได้ ต้องรู้จักใช้ทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ
     
  4. ทำบุญกุศล  มีความกตัญญูกตเวที  หลาย ๆ คนรวมทั้งตัวผมเองด้วยตั้งตัวได้ทุกวันนี้เพราะรักคุณพ่อคุณแม่ ทดแทนพระคุณของท่าน ใครที่ทำดีต่อเราต้องอย่าลืมทดแทนบุญคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใกล้ตัว ใครที่ทำไม่ดีต่อเราก็ลืมมันเสีย อย่าไปอาฆาตเพื่อหวังแก้แค้น ทำได้อย่างนี้ทั้งจิตใจและจิตวิญญาณของเราก็จะมีความสุข

ธุรกิจร้านอาหาร

 

ถ้าคุณคิดจะทำกิจการ SME หรือแม้แต่ลงทุนขนาดใหญ่เพื่อตั้งร้านขายอาหารซึ่งในปัจจุบันมีบริษัททั้ง เอกชนและที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งขายอาหารจนร่ำรวย มีฐานะเป็นปึกแผ่น เช่น บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท เจ้าของเครื่องหมายการค้า S&P  หรือ บมจ. โออิชิ และมีบริษัทซึ่งอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ที่ก็มีกิจการภัตตาคารใหญ่โตไม่แพ้ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น MK สุกี้, ร้านอาหารฟูจิ หรือแม้แต่ร้าน “ยำแซ่บ”

 

  1. ค่าวัตถุดิบ เช่น ซื้อผัก ซื้อเนื้อ เครื่องแกงต่าง ๆ ประมาณ 35%
  2. ค่าเช่า ค่าจ้างคนงาน ค่าโสหุ้ย 30%
  3. ค่าดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์เครื่องครัว จานชามต่าง ๆ รวมทั้งผลกำไรอีก 35%

หากต้นทุนวัตถุดิบของคุณเกินกว่า 35% หรือค่าเซ้ง ค่าเช่าร้าน รวมทั้งค่าจ้างคนงานเกินกว่า 30% โอกาสที่จะทำกำไรก็ยาก

 

เมื่อมียอดขายแล้วคุณก็ต้องคำนึงถึงเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม และถ้ามีกำไรก็ต้องคำนึงถึงภาษีเงินได้ บทความนี้เราจะแนะเกี่ยวกับการวางแผนภาษีของร้านอาหารทั้งเล็กไปจนถึงใหญ่

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT

 

ร้านอาหารในศูนย์อาหาร หรือ Food Court

 

ผมเป็นคนใช้จ่ายอย่างประหยัด ดังนั้น เวลาไปเที่ยวศูนย์การค้า ปกติมักจะกินข้าวตาม Food Court ต่าง ๆ และก็มีเจ้าประจำซึ่งขายก๋วยเตี๋ยว ทั้งก๋วยเตี๋ยวน้ำและก๋วยเตี๋ยวราดหน้า วันหนึ่งเจ้าของร้านมาขอคำแนะนำในการวางแผนภาษีว่า เขาเช่าจากเจ้าของศูนย์อยู่ โดยแบ่งรายได้ 60:40 คือ เขาได้ 60% ของยอดขายส่วนเจ้าของศูนย์ได้ 40% เนื่องจากเขาเป็นคนขยันขันแข็ง ขายอาหารค่อนข้างถูก และมีรสดี ยอดขายพุ่งโด่งสูงขึ้นจนส่วนแบ่งจากศูนย์อาหารกำลังจะแตะ 1,800,000 บาทต่อปี หรือเดือนละ 150,000 บาท เจ้าของศูนย์จึงเตือนว่าเขาจะต้องไปจดทะเบียนเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเขาก็มีความหนักใจ เพราะในฐานะ SME ซึ่งยอดขายไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี เขาได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าหากจะต้องไปจ่ายภาษี 7% เมื่อยอดขายแตะ 1,800,000 บาท ก็เป็นจำนวน 126,000 บาท ตกเดือนละ 10,500 บาท ซึ่งจะทำให้อัตราการกำไร (Profit Margin) ของเขาลดลงอย่างฮวบฮาบ

 

เขาจึงขอคำแนะนำจากผมว่าจะวางแผนภาษีอย่างไรดีเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป

 

มื่อผมได้วิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าเขาสองคนผัว เมียช่วยกันทำร้านขายอาหาร ต้องมาถึงศูนย์อาหารตั้งแต่ 9 โมงเช้าทุกวัน เพื่อเตรียมวัตถุดิบใช้ปรุงอาหาร และเมื่อศูนย์ปิดตอน 21.00 น. เขาก็ต้องเก็บกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อยเพื่อพรุ่งนี้เช้ามาถึงจะได้จัด เตรียมอาหารแล้วขายได้เลย กว่าจะกลับบ้านได้ก็ต้องสี่ทุ่มห้าทุ่ม ทำดังนี้สัปดาห์ละ 7 วัน จึงมีรายได้ซึ่งกำลังจะแตะ 1,800,000 บาทต่อปี

 

ผมจึงบอกเขาว่า ไม่มีใครที่ทำงานได้สัปดาห์ละ 7 วัน และวันละ 14 ชั่วโมง ตั้งแต่ 09.00 – 23.00 น. ซึ่งเขาก็รับว่าเป็นความจริง เพราะเขามีลูกชายมาช่วยงานด้วยคนสองคน ดังนั้น ผมจึงแนะนำว่าให้เขาแยกรายได้ของส่วนพ่อแม่ออกจากส่วนของลูก กล่าวคือ ทำความตกลงกับศูนย์อาหารว่าเขาจะขายสัปดาห์ละ 4 วัน  วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี ซึ่งมีคนมาเข้าศูนย์การค้าน้อยหน่อย ส่วนลูก ๆ จะขายวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่มีคนเข้าร้านมากหน่อย ด้วยเหตุนี้เขาก็สามารถแยกยอดขายออกเป็นส่วนของพ่อแม่ครึ่งหนึ่ง และส่วนของลูกอีกครึ่งหนึ่งได้ ทำให้ฐานภาษีของทั้งสองยอดไม่ถึง 1,800,000 บาทต่อปี ก็ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปในฐานะเป็นธุรกิจ SME

 

อย่างไรก็ตาม การวางแผนภาษีก็ติดตามมาด้วยเรื่องเอกสาร เพราะจะวางแผนในระหว่างกันเองระหว่างเขากับศูนย์อาหารโดยไม่มีเอกสารรับรอง กรมสรรพากรก็คงจะไม่เชื่อ ดังนั้น เขาต้องไปตกลงกับเจ้าของศูนย์ เพื่อแยกสัญญาให้ชัดเจน โดยแจ้งว่ายังคงใช้เครื่องหมายการค้าเดิมของร้านต่อไป ขายอาหารเช่นเดิม เพียงแต่แบ่งเวลาการทำงานระหว่างพ่อแม่กับลูก ๆ เมื่อเป็นดังนี้เขาก็จะยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประหยัดเงินไปปีละ 10,500 x 12 = 126,000 บาท

 

จุดแข็งของการวางแผนภาษีก็คือ ถ้าคุณเริ่มต้นได้ดี จัดเอกสารให้ถูกต้องเรียบร้อย คุณก็จะได้ผลประโยชน์ไปตลอดเวลาปีแล้วปีเล่าเท่าที่คุณมีรายได้หรือมีกำไร เงินที่ไม่ต้องจ่ายภาษีเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่น้อย ในมุมของคนขายก๋วยเตี๋ยวเดือนหนึ่งตก 10,500 บาท เงินนี้เอาไปเก็บออมไว้ใช้ในยามเกษียณ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ไปลงทุนซื้อกองทุน RMF (Retirement Mutual Fund หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ) และกองทุน LTF (Long Term Equity Fund หรือ กองทุนหุ้นระยะยาว) ซึ่งกองทุนทั้งสองประเภทนี้รัฐบาลอนุญาตให้คุณหักภาษีได้ 15% ของยอดรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาทต่อกอง รวมกัน 2 กองก็เท่ากับหักได้ 30% หรือ 1,000,000 บาท ถ้าคุณมีรายได้ปีละ 1,800,000 บาท เท่ากับคุณหักภาษีได้ถึง 540,000 บาท ทำอย่างนี้ได้ทุกปีรับรองว่าภายในสิบปีคุณมีเงินเหลือเพื่อไว้ใช้จ่ายในยาม เกษียณไม่ต่ำกว่า 10,000,000 บาท แค่เงินต้นก็ 5,400,000 บาทแล้ว นอกจากนี้คุณยังได้ดอกเบี้ย เงินปันผล และกำไรจากการลงทุน ซึ่งก็ได้รับยกเว้นภาษีอีก ในสิบปีผมเชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 4,600,000 บาท รวมกับเงินต้นก็เป็น 10,000,000 บาท

 

สำหรับร้านอาหารขนาดใหญ่ ปัญหาที่ประสบ ไม่ใช่เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียว ยังมีภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะร้านใหญ่ ๆ ส่วนมากมักจะดำเนินกิจการในรูปของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ซึ่งต้องคำนวณรายรับ รายจ่าย และกำไรเพื่อเสียภาษีตามที่เกิดขึ้นจริง ปัญหาแยกออกเป็นสองประการใหญ่ ๆ ดังนี้

 

 

(1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT   ซึ่งต้องเสียที่ 7% ของยอดรายได้รวม เป็นอัตราตายตัว ดังนั้น การที่จะเสีย VAT น้อย ๆ คุณต้องพยายามใช้เครดิตภาษีให้มากที่สุด ซึ่งเครดิตก็มาจากการซื้อเครื่องใช้ไม้สอย ถ้วยชามต่าง ๆ  ซึ่งเวลาซื้อคุณต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากผู้ขาย  เพื่อให้ได้ภาษีซื้อ  นอกจากนี้วัตถุดิบบางอย่างซึ่งไม่ใช่ของสด  เช่น สิ่งปรุงรสต่าง ๆ หรือแม้แต่คุณซื้อรถตู้ คือ รถที่มีคนนั่งตั้งแต่เกิน 10 คนขึ้นไป หรือรถจักรยานยนต์ก็ตาม คุณก็สามารถใช้เครดิตภาษี VAT ได้ เมื่อได้รับใบกำกับภาษีแล้วจะต้องลงบัญชีภาษีซื้อเพื่อนำมาใช้เครดิตให้เต็ม ที่

 

(2) ภาษีเงินได้นิติบุคคล  เนื่องจากบริษัทห้างร้านต้องทำบัญชีและยื่นงบดุล รวมทั้งบัญชีกำไรขาดทุนเพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร เป็นประจำทุกปี ปีไหนมีกำไรก็เสียภาษีเงินได้ซึ่งถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท ถือเป็น SME อัตราภาษีก็เป็นดังนี้

 

กำไร 1 ล้านบาทแรก                                

เสียภาษี 15%

กำไรเกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท    

เสียภาษี 25%

กำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท

เสียภาษี 30%

 

นอกจากนี้ กำไร 150,000 บาทแรกของ SME ได้รับยกเว้นภาษีด้วย

 

ปัญหาภาษีเงินได้นิติบุคคลของร้านอาหารขนาดใหญ่มิใช่ เรื่องอัตราภาษี แต่เป็นเรื่องของการคิดคำนวณต้นทุน การหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าวัตถุดิบซึ่งใช้ปรุงอาหาร เช่น ซื้อผัก ซื้อเนื้อ ซื้อปลา ถ้าซื้อจากตลาดสดก็ไม่มีใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย จึงหักภาษีไม่ได้ ดังนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร อย่าลืมว่าในสมัยใหม่มีร้านค้า Modern Trade เช่น Makro หรือ Tops Supermarket ซึ่งเขาก็ยินดีขายส่ง แล้วออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ซื้อได้ หรือถ้าคุณเป็นร้านอาหารที่มีกำลังซื้อมากก็สามารถติดต่อกับ Supplier รายใหญ่ ๆ ว่า เวลาที่มาส่งผัก ส่งเนื้อ จะต้องมีใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน รวมทั้งใบกำกับภาษีมาด้วย ถึงแม้ว่าวัตถุดิบซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ยังไม่ได้แปรรูป เช่น ผักสด ปลาสด จะไม่มี VAT ก็ตาม คุณก็สามารถต่อรองกับ Supplier ว่าเขาต้องไม่บวกค่า VAT ไว้ในราคาขายทำให้คุณประหยัดภาษีไปได้ 7% ส่วนรายการใดที่ต้องเสีย VAT เช่น อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่มีการแปรรูปแล้ว Supplier จะเรียกเก็บ VAT 7% คุณก็จ่ายเขาไปแล้วเอาใบกำกับภาษีมาเป็นเครดิต

 

เมื่อทำดังนี้ คุณก็สามารถที่ลด VAT ได้ เพราะคุณได้เครดิตภาษีซื้อจาก Supplier เป็นจำนวนมาก ในเวลาเดียวกันในการคำนวณกำไรสุทธิก็มีค่าใช้จ่ายกับต้นทุนของวัตถุดิบต่าง ๆ มาครบ คุณก็เสียภาษีนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้น้อย

 

ในที่สุดนี้อย่ามองข้ามเรื่องของเอกสารต่าง ๆ เพราะถ้าจะใช้เครดิตภาษี VAT ก็ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปจาก Supplier และถ้าจะนำเอาต้นทุนต่าง ๆ มาหักค่าใช้จ่ายก็ต้องมีใบเสร็จรับเงินจาก Supplier เช่นกัน

 

เอกสารประกอบการเสียภาษี

 

เพื่อเป็นความรู้แก่ท่านผู้อ่าน ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจะต้องมีรายการครบตามมาตรา 86/4 ของประมวลรัษฎากรดังนี้

  1. คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
  2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี
  3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
  4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม ถ้ามี
  5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
  6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
  7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
  8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

ส่วนใบเสร็จรับเงินต้องมีรายการครบตามมาตรา 105 ทวิ ดังนี้

  1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ
  2. ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
  3. เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
  4. วัน เดือน ปีที่ออกใบรับ
  5. จำนวนเงินที่รับ
  6. ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

ใบกำกับภาษีใดหรือใบเสร็จรับเงินใดซึ่งไม่มีรายการครบตาม ที่กล่าวข้างต้นถือว่าเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้เครดิต VAT หรือลงบัญชีเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

 

 

  ขอให้ทุกท่านเสียภาษีตามกฎหมายและโชคดีครับ
   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org
  Download