หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ภาษีของอาหารกระป๋อง

ภาษีของอาหารกระป๋อง

โดย ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

ในฉบับที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องของภาษีร้านอาหารว่ามี ประเภทใดบ้าง และผู้ประกอบกิจการร้านอาหารสามารถประหยัดภาษีโดยวิถีทางที่ถูกต้องตาม กฎหมายอย่างไร

 

          ในฉบับนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับภาษีของการทำอาหารกระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกไปขายในต่างประเทศเนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ คนไทยส่วนใหญ่จึงมักจะบริโภคอาหารสด

 

         เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้คนเราสามารถเก็บถนอม อาหารได้ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ในสมัยก่อนก็จะใช้วิธีตากแห้งและทำอาหารเค็ม หรือใช้น้ำตาลในการเชื่อมผลไม้ต่าง ๆ เพื่อเก็บไว้กินได้นาน ต่อมาวิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าไปเราก็มีอาหารกระป๋องซึ่งใช้โลหะประเภท ดีบุกในการถนอมอาหาร วิทยาการก้าวหน้าไปไกลมากขึ้น การถนอมอาหารจึงก้าวสู่ยุคของการแช่เย็น (Chill) และแช่แข็ง (Freezing) รวมทั้งการบรรจุเครื่องดื่มในกล่อง UHT ของ Tetra Pak ซึ่งสะดวกในการขนส่งและบริโภคโดยไม่ต้องทำการแช่เย็นหรือแช่แข็ง ซึ่งช่วยในการประหยัดพลังงาน

 

          ส่วนอาหารกระป๋องก็มีการพัฒนาไปใช้ภาชนะบรรจุอย่างอื่นซึ่งอาจจะสวยงามกว่า เพื่อดึงดูดใจของผู้บริโภค เช่น การใช้ถ้วยพลาสติก (Plastic Cup) ซึ่งมีความใส ทำให้มองเห็นอาหารภายในถ้วยพลาสติก เนื่องจากดีบุกเป็นโลหะที่ทึบแสง

 

          สำหรับโรงงานที่ทำอาหารกระป๋องจะมีภาระภาษีหลายประการ คือ

 

  1. ภาษีของพนักงาน

    อาหารกระป๋องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive) ซึ่งแม้ค่าจ้างรายวันจะต่ำจนคนงานจะเสียภาษีส่วนบุคคลน้อย แต่ผู้ผลิตอาหารกระป๋องก็สามารถให้สวัสดิการได้หลาย ๆ อย่าง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ที่ไม่ต้องเสียภาษี เช่น เครื่องแบบ หมวก รองเท้าบู๊ท ค่ารักษาพยาบาล หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อพนักงานจะได้มีเงินออมและเก็บไว้ใช้ในยาม เกษียณอายุ ทำให้คนงานประหยัดภาษีมากขึ้น
     

  2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทความ “ภาษีร้านอาหาร” ว่า โรงงานผลิตอาหารจะใช้วัตถุดิบซึ่งเป็นสินค้าเกษตรจำนวนมาก แม้วัตถุดิบเหล่านี้จะไม่มีค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้ผลิตหลายแห่งประสบปัญหาการจัดหาใบเสร็จเพื่อใช้เป็นต้นทุนของการผลิต ในการคำนวณกำไรขาดทุนและลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น หากโรงงานต้องซื้อวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตร ก็ต้องกำหนดให้ผู้ขายมีตัวตนที่แน่นอน มีที่อยู่เป็นหลักเป็นฐาน และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสามารถออกใบเสร็จรับเงินให้โรงงานนำไปใช้ในการคิดต้นทุนและลดภาษีเงิน ได้นิติบุคคล
     

    อย่าลืมว่าต้นทุนรายการใดที่มีใบเสร็จรับเงินไม่ครบ จะทำให้สูญเสียโอกาสที่จะหักเป็นค่าใช้จ่าย ยิ่งถ้าสามารถทำเอกสารอื่นเพื่อรองรับรายการซื้อสินค้าวัตถุดิบเหล่านี้ เช่น สัญญาซื้อขาย คำสั่งซื้อ ใบส่งของ และใบอินวอยซ์ต่าง ๆ แล้ว ก็จะทำให้มีหลักฐานในการลงบัญชีและหักภาษีได้รัดกุมยิ่งขึ้น
     

  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม     

    หากวัตถุดิบซึ่งใช้ในการผลิตอาหารกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ สัตว์น้ำต่าง ๆ เป็นสินค้าเกษตรซึ่งยังมิได้แปรรูป ก็จะไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้โรงงานจัดหามาได้ในราคาซึ่งไม่ต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
     

  4. สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ

    อาหารกระป๋องส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออก ดังนั้น โรงงานจะต้องใช้ประโยชน์ของเขตการค้าเสรีและสิทธิทางภาษีต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าในต่างประเทศได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีจากเขตการค้า เสรี ในปัจจุบันระบบการยกเว้นภาษีซับซ้อนมาก จึงขอให้โรงงานศึกษาถึงสิทธิประโยชน์ของเขตการค้าดังต่อไปนี้ เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขัน
     

    1. AFTA คือ เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) ประกอบด้วย 10 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
       

    2. JTEPA คือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement)
       
    3. ACFTA คือ ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Agreement) ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนสามารถติดต่อทำการซื้อขาย รวมทั้งส่งสินค้าไปขายประเทศจีน โดยได้รับสิทธิในการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีตามข้อตกลงการค้าดังกล่าว
       

    4. TAFTA คือ ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement)
       

    5.  ITFTA คือ เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย (India-Thailand Free Trade Area)
       

    6. BIMSTEC เป็นเขตการค้าพิเศษที่เกิดจากประเทศ 7 ประเทศ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับอ่าวเบงกอล กล่าวคือ บังกลาเทศ, ภูฏาน, อินเดีย, พม่า, เนปาล, ศรีลังกา และประเทศไทย ซึ่งเป็นความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการ และเศรษฐกิจของ 7 ประเทศเหล่านี้ อันสามารถให้ประโยชน์ในเรื่องภาษีเกี่ยวกับการค้าและการส่งออกของประเทศไทย ได้


      นอกจากเขตการค้าเสรีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว หากโรงงานจะต้องนำสินค้าเข้ามาจากประเทศในเขตอาเซียนด้วยกันแล้ว ก็มีสิทธิขอยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีโดยใช้แบบฟอร์มกำกับเข้ามากับสินค้านำเข้า ด้วย แบบฟอร์มนี้ คือ Form D คือ แบบฟอร์มที่ขอยื่นใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากร โดยมาจากคำว่า Common Effective Preferential Tariff (CEPT) หมายถึง อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน

      เป็นการยืนยันแหล่งกำเนิดของสินค้าและลดอัตราภาษีศุลกากรแก่สินค้าที่นำเข้า ระหว่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ประกอบด้วย 10 ประเทศดังกล่าวข้างต้น
       

    7. สำหรับการส่งออกอาหารกระป๋องไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบยุโรปซึ่งให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการ ทั่วไป (GSP คือ Generalized System of Preferences) โดยประเทศที่พัฒนาแล้วให้สิทธิแก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศที่กำลัง พัฒนา ในการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าแก่สินค้าที่มีอยู่ในข่ายได้รับสิทธิพิเศษ ทางการค้า ทั้งนี้ประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯ จะเป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

การที่จะได้สิทธิดังกล่าวนั้น โรงงานผู้ส่งออกจะต้องจัดหาเอกสารซึ่งเรียกว่า Form A คือ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับ สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยจะได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยัง ประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษทางการค้า ทั้งนี้ แก่ลูกค้าผู้ซื้อสินค้าในประเทศต่าง ๆ ของกลุ่มสหภาพยุโรป รวมทั้งสวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, แคนาดา และนอร์เวย์ สามารถนำอาหารกระป๋องจากประเทศไทยเข้าไปในประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นโดยได้รับการยกเว้นภาษีหรือลดหย่อนภาษีตามโควต้าพิเศษของ GSP

 

โรงงานผู้ผลิตอาหารกระป๋องที่ศึกษาเขตการค้าและสิทธิ ประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ข้างต้น จะช่วยให้ขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น เพราะลูกค้าผู้ซื้อในต่างประเทศอาจจะไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้าหรือจ่ายเพียง เล็กน้อยโดยใช้สิทธิ GSP ผลก็คือโรงงานจะมีรายได้มากขึ้น อันจะช่วยให้มีอัตรากำไรดีกว่าที่ไม่ได้ใช้สิทธิ GSP

 

หากท่านประสงค์ที่จะได้รายละเอียดเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีหรือระบบการยกเว้น ภาษีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น สามารถสอบถามได้จากหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลดังต่อไปนี้

 

  1. กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (www.dft.moc.go.th) ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องของ Form A
     

  2. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (www.dtn.go.th) สามารถใช้คำแนะนำเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น AFTA, JTEPA หรือ BIMSTEC เป็นต้น
     
  3. การนำเข้าและส่งออกรวมทั้งการใช้ Form D หรือ Form A เพื่อพิธีการศุลกากร สามารถติดต่อรายละเอียดได้จากกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (www.customclinic.org)

 

  ขอให้ทุกท่านเสียภาษีตามกฎหมายและโชคดีครับ
   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org

 

  Download