หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
สักวันหนึ่งคนเราก็จะชราภาพลงและเกษียณอายุ

ภาษีกับการเกษียณอายุ

โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

 

          คนเราไม่ว่าจะแข็งแรงเท่าใดก็ตาม เมื่อทำงานไปหลาย ๆ ปี ร่างกายย่อมชราภาพลง และสักวันหนึ่งบุคคลนั้นก็ต้องเกษียณอายุ

 

          การเกษียณอายุเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้ผู้ที่ทำงานด้วยความมานะบากบั่นสามารถที่จะหยุดพักผ่อน ใช้ชีวิตในบั้นปลายไม่ว่าจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือทำงานให้กับสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน

 

          ด้วยเหตุฉะนี้ ในระหว่างที่ทำงาน คุณจำเป็นต้องมีเงินออม กล่าวคือ ต้องเป็นคนประหยัด โดยเริ่มตั้งแต่วัยหนุ่มสาว และเมื่อเก็บออมไปนานหลาย ๆ ปี ก็มีเงินเป็นก้อนที่จะไปลงทุนให้เกิดดอกผล เช่น ฝากธนาคารก็ได้ดอกเบี้ย ซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีก็ได้เงินปันผล รวมทั้งมีโอกาสกำไรจากราคาหุ้น ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมเพื่อใช้อยู่อาศัย ถ้าปล่อยเช่าก็จะได้ค่าเช่า ซื้อทองก็มีโอกาสได้กำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2553 ราคาทองขึ้นไปสูงถึงบาทละ 20,150 บาท ทั้ง ๆ ที่ว่าเงินสกุลบาทก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาประมาณ 10%

 

          อย่างไรก็ตาม ในการเก็บออมเงินและลงทุน คุณต้องคำนึงถึงภาษีอากรเพราะเป็นภาระที่คุณต้องจ่ายเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไป ทำนุบำรุงบ้านเมือง รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่เกษียณอายุว่า เขาต้องมีเงินออมเพียงพอ ซึ่งในเรื่องนี้ถ้าแม้นคนไทยทุกคนมีเงินออมพอที่จะดูแลตัวเองได้ในยามเกษียณ แล้ว ก็ทำให้ภาระของรัฐบาลที่จะต้องดูแลคนชราลดน้อยลง เป็นการทุ่นเงินงบประมาณของชาติ

 

มาตรการภาษีอากรที่ช่วยผู้ที่เกษียณอายุแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ

 

1.

การลดภาษีของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน

 

มาตรา 48 (5)
ของประมวลรัษฎากรกำหนดหลักเกณฑ์พิเศษเกี่ยวกับ การหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระภาษีให้ผู้ที่นายจ้างจ่ายเงินครั้ง เดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งรวมทั้งกรณีที่พนักงานเกษียณอายุด้วย โดยเขาต้องทำงานกับนายจ้างรายนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ค่าใช้จ่ายที่ให้หักเพิ่มขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้

 

ขั้นที่ 1
พนักงานหักค่าใช้จ่ายได้ตามจำนวนปีที่ทำงาน ปีละ 7,000 บาท แต่ถ้าเงินที่จ่ายให้นี้มีการแบ่งจ่าย เช่น จ่ายก้อนหนึ่งในปีที่ออกจากงาน และอีกส่วนหนึ่งลักษณะคล้ายบำนาญที่จ่ายภายหลังจากนั้น การหักค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะได้เพียงปีละ 3,500 บาท ในการคำนวณจำนวนปีให้ถือปีที่ทำงานจริง ถ้ามีเศษของปีถึง 183 วัน ก็ให้ถือเป็น 1 ปี แต่ถ้าเศษไม่ถึง 183 วัน ให้ปัดทิ้ง ตามมาตรา 48 (5) วรรค 4 ของประมวลรัษฎากร
 

ขั้นที่ 2
เงินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายในขั้นที่ 1 ให้หักเป็นค่าใช้จ่ายได้อีกครึ่งหนึ่งของส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ รายละเอียดมีอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 45 ข้อจำกัดของการหักค่าใช้จ่ายขั้นที่ 2 นี้ มีว่า เงินที่จะนำมาใช้คำนวณรวมกันแล้วต้องไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณ ด้วยจำนวนปีทีเข้าทำงาน ทั้งนี้ เงินเดือนเดือนสุดท้ายจะต้องไม่เกินเงินเดือนถัวเฉลี่ยของสิบสองเดือนสุด ท้ายก่อนออกจากงานบวกด้วยร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น โปรดศึกษารายละเอียดได้ในข้อ 3. ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ฉบับที่ 73

 

การที่พนักงานสามารถหักค่าใช้จ่ายของเงินที่จ่ายครั้ง เดียวเมื่อออกจากงานได้เป็นพิเศษแบบนี้ ช่วยให้พนักงานซึ่งได้รับเงินก้อนโดยเฉพาอย่างยิ่งในยามเกษียณได้รับการลด ภาษีลงเป็นจำนวนมาก จึงช่วยให้คนเกษียณอายุมีเงินสำหรับดูแลตัวเองในบั้นปลายของชีวิตได้มากขึ้น

 

เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเมื่อออกจากงานนี้ให้รวมถึงเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย

 

2.

เงินที่รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
 

ผมได้เคยกล่าวไว้หลายครั้งหลายคราว่า มนุษย์เงินเดือนที่ประสงค์จะออมเงินให้ได้มากและเงินโตขึ้นเร็ว ถ้าเขาทำงานกับนายจ้างซึ่งเป็นบริษัทห้างร้านที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ เขาควรรีบสมัครเป็นสมาชิกทันที เพราะเป็นการออมเงินประเภทเดียวที่มีคนมาช่วยสมทบด้วย กล่าวคือ พนักงานสามารถจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน โดยเงินสะสมใช้หักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ของพนักงานผู้นั้น

 

นอกจากนี้ นายจ้างยังต้องสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยในอัตรา 2-15% ของเงินเดือนพนักงานตามกฎข้อบังคับของกองทุน โดยเงินที่นายจ้างสมทบให้ถือเป็นส่วนของพนักงานที่ได้รับไว้โดยไม่ต้องเสีย ภาษี ในเวลาเดียวกันนายจ้างก็ใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อลด ภาษีเงินได้นิติบุคคลของนายจ้างได้อีกด้วย

 

โดยเหตุที่มีเงินจ่ายเข้ากองทุนสองทาง จึงทำให้เงินส่วนของพนักงานในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโตขึ้นอย่างทวีคูณ

 

กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 188 มาใหม่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 โดยอาศัยอำนาจในข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้ยกเลิกประกาศฉบับเดิมที่ 52 ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538

 

ประกาศฉบับใหม่ที่ 188 เพิ่ม เงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุแล้วได้รับเงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าเขาจะได้ยกเว้นภาษีก็ต้องเป็นการเกษียณอายุตามข้อ บังคับของกองทุนที่มีใช้อยู่ในเวลาที่ออกจากงาน ทั้งนี้ พนักงานต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน โดยไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของกองทุนเดียวหรือมีการโอนกองทุนมาจากกองทุนอื่น เนื่องจากการเปลี่ยนนายจ้างก็ได้ รายละเอียดเป็นไปตามข้อ 3 (3) และวรรค 2 ของประกาศฉบับที่ 188

 

เพื่อช่วยให้พนักงานใช้ประโยชน์ตามประกาศฉบับที่ 188 ได้คล่องตัว คณะกรรมการกองทุนควรจะปรึกษากับผู้จัดการกองทุนเพื่อปรับแก้ไขถ้อยคำของข้อ บังคับกองทุนเพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับการทำงานของบริษัทว่า การเกษียณอายุจากกองทุนให้ถือหลักเกณฑ์เดียวกันกับการเกษียณอายุตามข้อ บังคับการทำงานด้วย

 

การยกเว้นภาษีสำหรับพนักงานที่มีอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่น้อยกว่า 5 ปี มีสองลักษณะดังนี้

  1. พนักงานออกจากงานเพราะตาย ซึ่งต้องมีหลักฐานที่แสดงถึงความตาย คือ ใบมรณะบัตร
     
  2. ออกจากงานเพราะทุพพลภาพโดยมีหลักฐานจากแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลป์ที่ได้ตรวจสอบและแสดงความเห็นว่าทุพพลภาพจริง

    ข้อสังเกตุประการที่หนึ่งถ้าเป็นการเกษียณอายุทั่ว ๆ ไป ต้องมีหนังสือรับรองว่าพนักงานมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าการเกษียณอายุต้องออกจากงานโดยการบังคับ และได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน หากเป็นการเกษียณโดยการลาออกก็จะไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษีในเงินที่รับจากกอง ทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานและนายจ้างจึงควรระวังให้มาก เพราะบริษัทหรือกองทุนมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

    ข้อสังเกตประการที่สองคือ กรมสรรพากรตีความว่า พนักงานมีสิทธิเกษียณอายุจากบริษัทหนึ่งได้เพียงหนเดียว ดังนั้น ถ้ากฎข้อบังคับการทำงานกำหนดให้เกษียณอายุเมื่อ 60 ปี โดยพนักงานใช้สิทธิยกเว้นภาษีในขณะนั้น ต่อมาบริษัทจ้างให้พนักงานทำงานต่อไปตั้งแต่อายุ 60 จนถึงอายุ 65 โดยยังให้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไปจึงเป็นการทำงานติดต่อกันอีก 5 ปี แล้วเกษียณเป็นครั้งที่สอง กรมสรรพากรตีความว่าการเกษียณอายุในครั้งหลังนี้พนักงานไม่มีสิทธิได้รับยก เว้นภาษีของเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้ว่านายจ้างจะใจดีให้สิทธิแก่เขาตามข้อบังคับกองทุนก็ตาม

เมื่อเป็นดังนี้จะแก้ไขอย่างไร ผมขอแนะสองวิธี

  1. ถ้านายจ้างมีหลายบริษัท เมื่อพนักงานเกษียณจากบริษัท A แล้ว นายจ้างประสงค์จะให้ทำงานต่อก็ต้องย้ายเขาไปเป็นพนักงานของบริษัท B และเมื่อเกษียณจากบริษัท B ก็จะได้สิทธิยกเว้นภาษีจากเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท B ถือเป็นครั้งที่สอง
     
  2. หารือกับกรมสรรพากรให้ตีความกฎหมายให้กว้างขึ้นเพื่อ ประโยชน์แก่ผู้เกษียณอายุ โดยตระหนักว่าเขาทำงานให้ประเทศชาติและเสียภาษีมาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี การที่จะได้สิทธิยกเว้นภาษีรัฐควรที่จะใจกว้างเหมือนอย่างบางประเทศซึ่งให้ สิทธิพนักงานสามารถจ่ายเงินสะสมได้มากกว่า 15% โดยนายจ้างก็สมทบให้กับกองทุนได้มากกว่า 15% เช่นกัน และไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินทุกปี เพราะในบางช่วง เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ พนักงานอาจจะไม่มีเงินจ่ายเข้ากองทุน หรืออาจจะตกงาน หรือนายจ้างอาจจะไม่มีทุนพอที่จะจ่ายเงินสมทบ ตราบใดที่พนักงานยังมิได้ถอนเงินออกจากกองทุน เงินดังกล่าวก็ไม่ต้องเสียภาษี

 

  ขอให้ทุกคนโชคดีปีใหม่ครับ
   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org

 

  Download