|
เงินที่รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ผมได้เคยกล่าวไว้หลายครั้งหลายคราว่า มนุษย์เงินเดือนที่ประสงค์จะออมเงินให้ได้มากและเงินโตขึ้นเร็ว ถ้าเขาทำงานกับนายจ้างซึ่งเป็นบริษัทห้างร้านที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ เขาควรรีบสมัครเป็นสมาชิกทันที เพราะเป็นการออมเงินประเภทเดียวที่มีคนมาช่วยสมทบด้วย กล่าวคือ พนักงานสามารถจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน โดยเงินสะสมใช้หักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ของพนักงานผู้นั้น
นอกจากนี้ นายจ้างยังต้องสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยในอัตรา 2-15% ของเงินเดือนพนักงานตามกฎข้อบังคับของกองทุน โดยเงินที่นายจ้างสมทบให้ถือเป็นส่วนของพนักงานที่ได้รับไว้โดยไม่ต้องเสีย ภาษี ในเวลาเดียวกันนายจ้างก็ใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อลด ภาษีเงินได้นิติบุคคลของนายจ้างได้อีกด้วย
โดยเหตุที่มีเงินจ่ายเข้ากองทุนสองทาง จึงทำให้เงินส่วนของพนักงานในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโตขึ้นอย่างทวีคูณ
กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 188 มาใหม่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 โดยอาศัยอำนาจในข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้ยกเลิกประกาศฉบับเดิมที่ 52 ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538
ประกาศฉบับใหม่ที่ 188 เพิ่ม เงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุแล้วได้รับเงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าเขาจะได้ยกเว้นภาษีก็ต้องเป็นการเกษียณอายุตามข้อ บังคับของกองทุนที่มีใช้อยู่ในเวลาที่ออกจากงาน ทั้งนี้ พนักงานต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน โดยไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของกองทุนเดียวหรือมีการโอนกองทุนมาจากกองทุนอื่น เนื่องจากการเปลี่ยนนายจ้างก็ได้ รายละเอียดเป็นไปตามข้อ 3 (3) และวรรค 2 ของประกาศฉบับที่ 188
เพื่อช่วยให้พนักงานใช้ประโยชน์ตามประกาศฉบับที่ 188 ได้คล่องตัว คณะกรรมการกองทุนควรจะปรึกษากับผู้จัดการกองทุนเพื่อปรับแก้ไขถ้อยคำของข้อ บังคับกองทุนเพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับการทำงานของบริษัทว่า การเกษียณอายุจากกองทุนให้ถือหลักเกณฑ์เดียวกันกับการเกษียณอายุตามข้อ บังคับการทำงานด้วย
|