หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb เงินทองต้องดูแล (ปกใหม่)
ขายดีติดอันดับ 3 ของร้านซีเอ็ด ซึ่งมีปกตามที่แนบและเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือ Se-Ed ทั่วไป
 

 
 
Share    
ภาษีและการเงินของ ?วัยรุ่น?

ภาษีและการเงินของ “วัยรุ่น”

โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ประธานชมรมคนออมเงิน
www.saverclub.org
สงวนลิขสิทธิ์

 

 

นับตั้งแต่ที่กรมสรรพากรตีความว่า คณะบุคคลซึ่งคนไทยนิยมกันจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยภาษีเพื่อวางแผนช่วยให้เสีย ภาษีลดลง เป็นการกระทำที่ไม่ค่อยตรงกับวัตถุประสงค์เท่าใดนัก เพราะเจตนาของการจัดตั้งคณะบุคคล เป็นการรวมตัวกันชั่วคราวเพื่อทำกิจการใด ๆ กิจการหนึ่งโดยเฉพาะ และเมื่อเสร็จงานแล้วก็จะเลิกกิจการแยกย้ายกันไป เช่น ร่วมกันจัดงานคอนเสิร์ต จัดสัมมนา หรือการออกร้านแสดงสินค้า ดังนั้น ถ้าหากบุคคลใดจะจัดตั้งคณะบุคคลเพื่อวางแผนทางภาษีเป็นการถาวรแล้วก็ต้องจัด ตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ตามมาตรา 1025 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า

 

“อันว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทที่ผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด”

 

กรมสรรพากรจึงได้ยุติรับจดทะเบียนและให้เลขประจำตัวภาษีอากรของคณะบุคคล แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้จัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญได้ ห้างหุ้นส่วนสามัญก็มีฐานะในทางภาษีเหมือนกับคณะบุคคล หากจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อทำกิจการถาวร เช่น ร่วมกันรับเหมาก่อสร้าง แต่คนไทยก็รู้สึกเกรง ๆ ที่จะจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะมาตรา 1025 ของกฎหมายกำหนดว่าทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน

 

เมื่อหมดช่องทางในการจัดตั้งคณะบุคคล คนไทยหลายคนก็เริ่มเหลียวซ้ายแลขวาว่า จะหาวิธีการเสียภาษีให้ลดลงตามกฎหมายได้อย่างไร ในอันที่จริงแล้วเครื่องมือต่าง ๆ ก็มีอยู่ใกล้ ๆ ตัวคุณนั่นเอง กล่าวคือ มีบุคคลในครอบครัวอยู่สองประเภทที่จะช่วยให้คุณลดภาษีได้ คือ

  1. ผู้สูงอายุ เช่น คุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ที่เกษียณอายุแล้ว ซึ่งเมื่อไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ และถ้ามีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปแล้วต้องเสียภาษีก็ยังได้หักค่าลดหย่อนเป็นพิเศษอีกปีละ 190,000 บาทด้วย
     
  2. มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานซึ่งกำลังศึกษาอยู่ ก็เป็นบุคคลประเภทไม่มีรายได้เช่นเดียวกัน

บุคคลทั้งสองประเภทนี้คุณสามารถใช้ประโยชน์ในทางภาษีได้ อย่างดี เช่น ผู้สูงอายุก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาโดยได้รับค่าธรรมเนียมการปรึกษา หรือเป็นกรรมการโดยได้รับบำเหน็จกรรมการหรือเบี้ยประชุม โดยไม่ต้องเป็นพนักงาน ส่วนเยาวชนนั้นถ้าหากว่าคุณมีอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปล่อยเช่า คุณก็สามารถจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้กับพวกเด็กเหล่านั้นให้เป็นผู้ทรงสิทธิ เก็บกินเพื่อว่าค่าเช่าจะได้ถือเป็นรายได้ของเยาวชน ไม่ต้องนำมาบวกต่อยอดกับรายได้ของตัวคุณซึ่งอาจจะสูงอยู่แล้วพลอยทำให้ต้อง เสียภาษีสูง ๆ ไปด้วย

 

การที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในด้านภาษี จะช่วยสร้างให้มีความตระหนักในคุณค่าของเงิน เพราะสมัยนี้ได้คำนวณกันว่า มีลูกหนึ่งคนกว่าจะเลี้ยงจนโต จนจบปริญญาตรีอายุ 22 ปี ต้องใช้เงินถึงสิบล้านบาท กล่าวคือ เฉลี่ยปีละ 500,000 บาท และเยาวชนสมัยนี้ก็มักจะขอเครื่องมือเครื่องใช้หรือของเล่นราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ I-Phone คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือห้องส่วนตัว การที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในด้านการเงินและภาษีจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และ เหมาะสมอย่างยิ่ง

 

การวางแผนด้านภาษี

 

ตราบใดที่วัยรุ่นยังมีอายุในเกณฑ์ที่พ่อแม่สามารถนำมาขอลด หย่อนภาษีได้ ก็จะได้รับการลดหย่อน 15,000 บาทต่อปี บวกค่าเล่าเรียนอีก 2,000 บาท รวมเป็น 17,000 บาท ซึ่งนับว่าเล็กน้อยอย่างยิ่ง ความจริงเงินจำนวนนี้คงไม่พอที่จะใช้เลี้ยงวัยรุ่นสักคน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่

 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลก็ไม่ได้จ่ายเงินจำนวนนี้ให้คุณเป็นเงินสด เพียงแต่อนุญาตให้ใช้เป็นตัวเลขในการบรรเทาภาระภาษีเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ อาจให้ประโยชน์ทางภาษีแก่คุณได้เพราะเขาส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ ทำให้พวกเขาอยู่ในกลุ่มผู้เสียภาษีต่ำที่สุด ถ้าคุณนำรายได้ส่วนหนึ่งไปฝากไว้กับเด็ก ๆ เช่น ถ้าคุณทำงานกินเงินเดือน และเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนที่เปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ร้านหนึ่งด้วย ในกรณีที่ลูกของคุณโตพอราวอายุสัก 15 ปีขึ้นไป คุณก็อาจให้ลูกเป็นหุ้นส่วนในห้าง เงินรายได้ส่วนของห้างนี้ก็จะไม่ไปรวมเป็นรายได้ของคุณแต่จะแยกออกมาก ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียภาษีโดยตรงจากรายได้จากร้านขายของในส่วนนี้

 

ถ้าร้านค้าของคุณทำเงินได้ 10 ล้านบาทต่อปี และคุณหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาแบบ 80% คุณจะเสียภาษีเพียง 417,000 บาท หรือราว ๆ 4.2% ของรายได้ทั้งหมด และถ้าคุณหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง คุณอาจเสียภาษีน้อยกว่านี้ แต่ต้องทำบัญชีและเก็บใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่มีรายได้ประจำจากเงินเดือน 2 ล้านบาทต่อปี คุณจะต้องเสียภาษีจากกำไรของร้านค้าถึง 600,000 บาท ซึ่งมากกว่าการใช้ห้างหุ้นส่วน 183,000 บาทต่อปี

 

ผู้ปกครองหลาย ๆ รายยังสามารถนำรายได้ประเภทอื่น ๆ ไปรวมไว้กับลูก ๆ เช่น รายได้จากการให้เช่าหอพัก โดยการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้กับลูก เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นที่คุณต้องนำรายได้ที่เกิดจากดอกเบี้ยทุกประเภทใส่เป็นชื่อ ของเด็ก ๆ เพราะรายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เท่ากันอยู่แล้ว นอกเสียจากว่าคุณต้องการขอคืนเงินภาษีที่ถูกหักไว้ ในกรณีที่รายได้รวมในแต่ละปีมียอดไม่เกิน 780,000 บาท

 

ยิ่งไปกว่านั้นคุณควรจับตาเรื่องเงินปันผลให้ดี เพราะยังมีกฎหมายล้าสมัยที่กำหนดว่าเงินปันผลที่เด็ก ๆ ได้รับ ถือเป็นรายได้ของพ่อแม่ แม้ว่ากฎหมายนี้จะถูกลบล้างด้วยกฎหมายว่าด้วยการหักภาษี ณ ที่จ่าย ฉบับใหม่ที่กำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผล โดยจำนวนเงินสุทธิที่เหลือจากหักภาษีแล้วไม่ต้องเสียภาษีอีก แต่ถ้าคุณยังประสงค์จะหาประโยชน์จากการเครดิตภาษี (tax credit) ได้ โดยใช้สูตร 3/7 คุณต้องมีรายได้ในปีนั้นไม่เกิน 4 ล้าน

 

 

การจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน

 

ผู้ที่ทำธุรกิจหอพักให้เช่าสามารถที่จะแยกเสียภาษีของค่าเช่าออกจากรายได้ส่วนตัว 2 วิธี คือ

 

  1. เพิ่มชื่อของลูกเข้าไปในโฉนดที่ดิน ให้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วม โฉนดที่ดินฉบับใดที่มีชื่อบุคคลเป็นเจ้าของร่วมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ในทางภาษีจะกลายเป็นคณะบุคคลโดยอัตโนมัติ และกรมสรรพากรก็ยอมรับคณะบุคคลในกรณีนี้ ดังนั้น รายได้ค่าเช่าต่าง ๆ ก็ต้องยื่นเสียภาษีในชื่อของคณะบุคคลเอง ไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้ของคุณ
     
  2. คุณสามารถจดสิทธิเก็บกินให้แก่ลูกตามมาตรา 1417 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    "มาตรา 1417"  อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในบังคับสิทธิเก็บกิน อันเป็นเหตุให้ผู้ทรงสิทธินั้นมีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินนั้น
     

    ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีอำนาจจัดการทรัพย์สิน
     

    ผู้ทรงสิทธิเก็บกินในป่าไม้ เหมืองแร่ หรือที่ขุดหิน มีสิทธิทำการแสวงประโยชน์จากป่าไม้ เหมืองแร่ หรือที่ขุดหินนั้น”

    สิทธิเก็บกินสามารถจดทะเบียนให้กับเด็กได้ตั้งแต่อายุ 1 วันขึ้นไป เพราะถือว่ามีสภาพบุคคลแล้ว โดยต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินท้องที่ซึ่งที่ดินตั้งอยู่ ซึ่งคุณสามารถเลือกกำหนดระยะเวลาได้ 3 แบบ คือ
     

      • จดตลอดอายุของเจ้าของที่ดินหรืออาคาร
      • จดตลอดอายุของเยาวชนในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน
      • จดโดยมีกำหนดเวลาไม่เกิน 30 ปี

ค่าจดทะเบียนค่อนข้างถูก คือ ประมาณ 100 บาท แต่มีเงื่อนไขว่า โฉนดซึ่งจะนำไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต้องไม่ติดจำนอง เพราะถ้าคุณเอาที่ดินไปวางเป็นหลักประกันกับธนาคาร โดยจดจำนองไว้ ธนาคารก็จะเก็บโฉนดไม่ยอมให้คุณเอาไปจดสิทธิเก็บกิน เพราะจะเป็นการรอนสิทธิของธนาคารในฐานะผู้ให้กู้เงิน เนื่องจากถ้าเอาที่ดินผืนนั้นไปขายทอดตลาดก็จะไม่มีใครซื้อหรือได้ราคาที่ ต่ำมาก เนื่องจากสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกิดจากที่ดินหรืออาคารนั้นจะต้องเป็นของผู้ทรงสิทธิเก็บกิน เจ้าของโฉนดจะไม่มีสิทธิเลย

 

ข้อดีของการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่เยาวชน คือ ช่วยลดภาษีให้คุณได้จากค่าเช่าเป็นจำนวนมาก และยังไม่ต้องโอนโฉนดให้แก่เยาวชน เพราะถ้าหากโอนให้เขาไปแล้ว เมื่อเขาโตขึ้น บรรลุนิติภาวะ เขาจะเอาที่ดินไปขาย หรือจำนอง หรือใช้ประโยชน์อย่างใดก็ได้ โดยคุณไม่สามารถห้าม เนื่องจากกฎหมายถือว่าถ้าเขาเป็นเจ้าของที่ดิน เขาย่อมใช้ประโยชน์ได้ตามใจชอบ เมื่อบรรลุนิติภาวะที่อายุ 20 ปี นอกจากนี้การจดทะเบียนสิทธิเก็บกินยังสามารถกำหนดเวลาได้ตามใจชอบอีกด้วย

 

ความรับผิดชอบต่อภาษีของเยาวชน

 

แม้ว่าเด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะไม่มีรายได้ แต่วัยรุ่นที่เป็นนักร้อง หรือนักแสดง ก็ทำเงินได้หลายล้านบาทต่อปีทั้งที่พวกเขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยม

 

เมื่อหลายปีก่อนผมได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของ นักร้อง ซูเปอร์สตาร์ เพื่อให้ช่วยวางแผนภาษี เพราะพวกเขากำลังเจรจาสัญญากับบริษัทด้านสื่อรายหนึ่ง เพื่อผลิตดีวีดี แม้ผมไม่ได้ทำชิ้นงานนั้น ผมก็บอกพวกเขาไปว่า สำหรับนักแสดงสาธารณะ การวางแผนด้านภาษีภายใต้กฎหมายไทยเป็นเรื่องไม่ยาก

 

ในกรณีที่เป็นนักแสดง กรมสรรพากรอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายได้ 600,000 บาทต่อปี ซึ่งมากกว่าค่าลดหย่อน 60,000 บาท ของคนทำงานกินเงินเดือนถึง 10 เท่า ทั้งที่คนทำงานกินเงินเดือนเหล่านั้นอาจต้องจ่ายเงินไปหลายล้านบาทสำหรับการ เรียนหนังสือจนถึงชั้นปริญญาเอกกว่าจะทำงานได้ แต่ตราบใดที่พวกเขายังเป็นคนกินเงินเดือน ก็หักค่าใช้จ่ายสูงสุดได้เพียง 60,000 บาทต่อปี ไม่มีทางเลือกอื่น

 

วัยรุ่นที่มีรายได้ก้อนโตต้องหาที่ปรึกษาในการวางแผนภาษี รวมถึงการลงทุน และการออม เพราะวงจรของอาชีพอาจจะสั้น เมื่อความนิยมเสื่อมลง นักร้องหรือนักแสดงก็อาจจะตกอันดับหายไปจากวงการ

 

คำแนะนำทางการเงิน

 

ผู้ปกครองบางรายกระตือรือร้นที่จะสอนลูก ๆ เกี่ยวกับภาษี โดยหักเงิน 10-15% จากเงินเดือนที่จ่ายให้ลูกเสมือนการหักภาษีเพื่อจ่ายกรมสรรพากร เหมือนกับเด็ก ๆ เริ่มมีงานทำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายรายกล่าวว่าการสอนเด็กเกี่ยวกับการเสียภาษีเร็วเกินไป ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี เพราะพวกเขาจะรู้สึกเกลียดการเสียภาษีตั้งแต่ยังเล็ก ๆ อยู่ และมีทัศนคติในทางลบต่อรัฐตั้งแต่ก่อนที่จะรู้จักทำมาหากินเสียอีก

 

ดังนั้น ถ้าคุณต้องการให้เยาวชนเข้าใจในเรื่องการเงิน และรู้จักงบประมาณของครอบครัว คุณควรแสดงตัวอย่างที่ดีให้พวกเขาเห็น เพราะเด็ก ๆ ส่วนมากชอบเรียนรู้จากพ่อแม่

 

ผมมีคำแนะนำบางประการ

 

  1. ชักนำเด็ก ๆ ให้รู้เรื่องการเงินของครอบครัว โดยพ่อมแม่ควรสอนบทเรียนกับลูก ๆ และช่วยพวกเขาตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงได้ เช่น การสร้างนิสัยออมทรัพย์ซึ่งวิธีหนึ่งก็คือการให้ออมเงินอย่างสม่ำสเมอ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใดเมื่อเงินในบัญชีออมทรัพย์มีจำนวนมากพอสมควร ก็พาไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำ เพื่อได้รับดอกเบี้ยสูงขึ้น
     
  2. สอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้เกี่ยวกับการกำหนดงบประมาณ พ่อแม่อาจแนะนำลูกให้แบ่งเงินเพื่อการใช้จ่ายในระยะสั้น และระยะยาว เช่น 30% สำหรับค่าอาหาร 40% สำหรับเสื้อผ้าและบันเทิง 20% ออมไว้สำหรับซื้อของใช้ราคาแพง เช่น เครื่องอิเล็กทรอนิสก์ ส่วนที่เหลืออีก 10% นำไปบริจาค หรือช่วยเหลือผู้อื่น
     
  3. ให้เด็กคำนึงถึงค่าจ้างไม่ใช่คำนวณเป็นเงินสด วัยรุ่นหลายคนต้องการจัดงานวันเกิด โดยพาเพื่อน ๆ ไปเลี้ยงที่ร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงเป็นหมื่นบาท หรือไม่ก็ต้องการแบรนด์เนม ใบละ 20,000 บาท เป็นของขวัญวันเกิด คุณควรทำความเข้าใจกับพวกเขาว่า การหาเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ต้องใช้เวลาและความอุตสาหะแค่ไหน แล้วให้เขาถามตัวเองว่า “งานเลี้ยง 10,000 บาท นี้มีค่าเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน ของคนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ ใช่หรือไม่” เพราะนี่คือเงินเดือนหลังจากหักภาษีที่พวกเขาจะหาได้ เมื่อเริ่มทำงาน

บทเรียนที่เป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง และเป็นประสบการณ์จริง ๆ คือ คุณควรบอกให้เยาวชนจ่ายค่าไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือแก๊สก่อน แล้วพ่อแม่จะใช้เงินคืนให้ทีหลัง วิธีนี้จะทำให้พวกเขารู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่สำหรับค่าใช้จ่ายในบ้าน เมื่อพวกเขาต้องแยกไปมีบ้านของตนเอง จำไว้ว่าบทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับวัยรุ่น คือ แสดงให้พวกเขาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการตัดสินใจทางการเงินของตัวเอง

 

จุดสำคัญที่สุด คือ อย่าปรนเปรอเด็กด้วยเงิน และอย่าให้บัตรเครดิต แม้ลูก ๆ จะอ้างว่าวัยรุ่นที่พ่อแม่ร่ำรวยทุกคนมีบัตรเครดิตกันทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าจากการกลยุทธ์ของบริษัทบัตรเครดิต ทำให้มีวัยรุ่นอเมริกันถือบัตรเครดิตมาถึงหลาย ๆ ล้านคน ถ้าลูก ๆ ของคุณอยากเป็นเจ้าของบัตรเครดิตสักใบ ก็จงปล่อยให้เขาทำงานเพื่อหามาเองจะดีกว่า

 

 

   

 

ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร
www.saverclub.org

 

  Download