หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.

 
 
 
Share    
หนทางสู่ความมั่งคั่ง ตอนที่ 1

27 เมษายน 2554



หนทางสู่ความมั่งคั่ง


โดย


ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร


ประธานชมรมคนออมเงิน


www.saverclub.org

สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

 

 

ในภาวะแห่งความผันผวนทางการเงินของปี2554 เราจำเป็นต้องศึกษาว่าการที่จะสร้างความมั่งคั่ง พร้อมทั้งปกป้องครอบครัวให้พ้นจากสภาวะอันไม่พึงประสงค์ในทางการเงินจะมีวิธีการอย่างไร

ตั้งแต่ต้นปี 2554 ความผันผวนในที่ต่างๆ ของโลกมีผลกระทบมาถึงพวกเราทุกคนในประเทศไทยสรุปได้ดังนี้

1.การประท้วงในประเทศอียิปต์ซึ่งได้ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ เช่น ลิเบีย, บาร์เรน, ซีเรีย แล้วยังมีแนวโน้มที่จะขยายวงไปถึงประเทศในดินแดนใกล้เคียงโดยไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงในระยะเวลาอันสั้น

2. จากเหตุการณ์ในข้อ 1. ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลกทำให้น้ำมันมีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นบาร์เรลละ 124 เหรียญ

3. ประเทศไทยมีการปรับอัตราดอกเบี้ยแล้วมาสองครั้งปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% โดยมีแนวโน้มว่าก่อนจะสิ้นปี 2554 สำนักงานนโยบายการเงิน(กนง.) จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกราวสองครั้งไปอยู่ที่ 3.25%

4. ราคาทองได้พุ่งสูงขึ้นมาอยู่เหนือ 1,500 เหรียญต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นประวัติการณ์สูงสุด โดยศูนย์วิจัยหลายแห่งทำนายว่าราคาจะพุ่งขึ้นสูงเกินกว่า 1,600 เหรียญต่อออนซ์ จึงทำให้มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนทองคำมากขึ้น จึงเป็นการสร้าง Demand ของทองคำ

5.เหตุการณ์แผ่นดินไหวรวมทั้งสึนามิในประเทศญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม 2554 กระทบต่อเศรษกิจของประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งฐานะในด้านการผลิตและการเงินของบริษัทที่มีฐานการผลิตรถยนต์หลายแห่งในประเทศไทย ผลจากภัยธรรมชาติของญี่ปุ่นยังกระทบกับการส่งมอบชิ้นส่วนสำคัญหลายชิ้นของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ยังผลให้จำนวนการผลิตจะลดลงประมาณ 30%

6. โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นได้เกิดไฟไหม้ และระเบิดทำให้กัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายเข้าไปในบรรยากาศ รวมทั้งปนเปื้อนอยู่ในน้ำทะเลและอาหารต่างๆ ซึ่งเป็นภัยประเภทใหม่ที่โลกไม่ได้ประสบมานับเป็นเวลาเกือบ 70 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจบลงเมื่อปี พ.ศ. 2488

เหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นย่อมมีผลกระทบต่อแผนการเงินและการลงทุนของบุคคลต่างๆ บทความฉบับนี้ข้าพเจ้าจะแนะวิธีการที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่นในทางการเงินให้ท่านผู้อ่านโดยคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงในเวลาเดียวกันก็คำนึงถึงการสร้างความเป็นปึกแผ่นของฐานะการเงิน เพื่อช่วยให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุขดังนี้

(1) ดูแลร่างกายของท่าน

ในอันดับแรกผมจะมุ่งเน้นมาที่ชีวิตร่างกายของตัวเราเป็นสำคัญด้วยเหตุนี้ ท่านต้องหมั่นตรวจเช็คร่างกายของท่านเป็นประจำโดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่
40-45 ปีขึ้นไป เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เรามีกิจวัตรประจำวันที่ยุ่งเหยิงซึ่งสร้างความกดดันให้กับร่างกายและจิตใจของคนไทยในปัจจุบันมากกว่าแต่
ก่อน มลภาวะของสิ่งแวดล้อมทั้งฝุ่นและควันพิษต่างๆ รวมทั้งสารที่อยู่ในอาหารที่เรารับประทานอาจจะมีผลกระทบต่อร่างกายของเรา ดังนั้นทุกคนจึงควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน และดูแลเรื่องอาหารการกิน ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดพิกัด รวมทั้งจำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะร่างกายของเราทำด้วยเลือดและเนื้อมิใช่เหล็ก การตรวจร่างกายควรทำอย่างน้อยปีละครั้งหรือบ่อยกว่า หากท่านพบว่าตัวเองมีความผิดปกติ อาทิเช่น ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ความดันสูง นอนไม่หลับ มีไขมันในหลอดเลือดอันจะทำให้มีการอุดตันหรือน้ำตาลขึ้นสูงกว่าปกติ เกินกว่า 110 เป็นต้น

(2) ต้องเริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่บัดนี้

เนื่องจากคนเรามีอายุยืนยาวมากกว่าบรรพบุรุษยุคก่อนๆ โดยปกติแล้วคนทำงานจะเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปีแต่เนื่องจากความเจริญในทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้คนไทยเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ สามารถมีอายุอยู่ต่อไปได้อีก 20-30 ปี คือ จนถึงอายุ 80 หรือ 90 ปีอย่างสบาย
แม้ว่านายจ้างหรือรัฐบาลอาจจะมีเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุหลังจากเกษียณแต่ก็อาจจะไม่พอ ทุกคนต้องมีเงินเก็บออมของตนเองและการที่จะมีเงินพอใช้จ่ายเมื่อเกษียณอายุต้องใช้เวลานานนับ 20 ปี

โดยหลักเกณฑ์แล้วเราควรจะออมอย่างน้อย 10-15% ของรายได้ทุก ๆ เดือน ต้องมีวินัยในการออม ไม่ใช่ว่าทำ ๆ หยุด ๆ ออมหนึ่งเดือนใช้สองเดือน ท่านที่มีบุตรหลานก็จำเป็นจะต้องอบรมและถ่ายทอดแนวทางการเก็บออมให้แก่เยาวชนรุ่นต่อไป โดยผู้ใหญ่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้น้อย ทั้งนี้เพื่อปลูกฝังนิสัยการออมให้แก่เยาวชนตั้งแต่ยังเล็กเพราะเมื่อเขาได้เรียนรู้ในสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองอบรมไว้แล้ว เขาก็จะนิสัยเป็นคนออมเงินไปตลอดชีวิต เด็กๆ มักจะเอาเยี่ยงอย่างจากผู้ใหญ่และจะนิยมชมชอบพ่อแม่ว่าเป็น Hero ของเขา

(3) ดูแลสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพดี

มนุษย์เราจะมีทรัพย์สินแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ (1) ทรัพย์สินมีตัวตน ได้แก่ ที่ดิน บ้าน รถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แม้แต่เพชรนิลจินดาซึ่งเป็นเครื่องประดับอันมีค่า และ (2) ทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งคือ ทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน แต่ก็อาจจะมีค่ามากมหาศาลก็ได้ อาทิ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งประกอบด้วย ลิขสิทธิ์ในซอฟท์แวร์ เพลง ภาพยนตร์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ หรือทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ซึ่งถ้าเป็นหุ้นที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็จะฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ส่วนกองทุนรวมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ (Fixed Income Fund), กองทุนหุ้น (Equity Fund), กองทุนน้ำมัน (Oil Fund) กองทุนทอง (Gold Fund) หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ก็ฝากไว้กับผู้จัดการกองทุนซึ่งเรียกว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบลจ. ส่วนเงินสดก็ฝากไว้กับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย ซึ่งทรัพย์สินประเภทหลังนี้ท่านไม่เคยเห็นตัวตนแต่รู้ว่ามีอยู่ ทรัพย์สินเหล่านี้ส่วนใหญ่มีไว้เพื่อการลงทุนให้เกิดดอกผลให้งอกเงยเพื่อนำเอาดอกผลเหล่านั้นไปใช้จ่ายโดยไม่ต้องเบิกถอนเงินต้น เพราะการใช้เงินต้นเท่ากับว่าปัจจัยซึ่งใช้สร้างรายได้ของท่านค่อยๆ ร่อยหรอลง ถ้าวันหนึ่งเงินต้นถึงกับหมดลงแล้ว ท่านก็จะขาดรายได้จากการลงทุน รวมทั้งจะไม่มีเงินพอสำหรับใช้จ่ายในการประทังชีวิตหรือเลี้ยงดูครอบครัวอีกด้วย

การปกป้องดูแลทรัพย์สินนอกจากทำได้โดยตรงแล้ว เช่น บำรุงรักษาซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีแล้ว ท่านยังสามารถซื้อประกันภัยได้อีกด้วย เช่น มีบ้านก็ประกันอัคคีภัย มีรถยนต์ก็ซื้อประกันความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยชั้น 1 ซึ่งหมายถึงครอบคลุมปกป้องภัยและความเสี่ยงทุกประเภท ส่วนประกันภัยชั้น 2 หมายความถึงการประกันภัยกับบุคคลภายนอก ซึ่งคล้ายกับประกันภัยชั้น 3 แตกต่างอยู่ที่ว่าการประกันแบบนี้รวมทรัพย์สิน คือรถยนต์ถูก แต่ถ้าเป็นการซื้อประกันชั้น 3 ก็เป็นเพียงการประกันภัยบุคคลภายนอก ส่วนตัวท่านเองหรือรถยนต์ที่เอาประกันจะไม่ได้รับการชดใช้ในกรณีที่เกิดการเสียหายหรือถูกทำลาย
การประกันภัยชั้น 3 ปกป้องมิให้ท่านต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้อื่นในกรณีที่ทำให้เขาได้รับความเสียหาย บาดเจ็บ ล้มตาย อาทิ ขับรถยนต์ไปชนรถของคนอื่นบุบสลาย เป็นต้น

ข้อแนะอย่างหนึ่งของการประกันภัยชั้น 3 ก็คือถ้าท่านขับรถคันใดไม่เกิน 20,000 กิโลเมตรต่อปีก็ควรเลือกประกันภัยชั้น 3 เพราะเบี้ยประกันจะถูกกว่าการประกันภัยชั้น 1 ระหว่าง 8-10 เท่า เป็นการช่วยประหยัดเงินค่าใช้จ่าย การประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 ปีหนึ่งอาจจะจ่ายเงินเพียง 3,000–4,000 บาทต่อคัน แต่ถ้าเป็นการประกันภัยชั้น 1 ก็จะตกประมาณ 30,000 – 40,000 บาทต่อคันก็ได้

ฉบับต่อไปเราจะอธิบายถึงหนทางสู่ความมั่งคั่งซึ่งยังมีอยู่อีก 4-5 ข้อที่จะกล่าวเพิ่มเติมเพื่อให้บทความนี้สมบูรณ์

 

โชคดีทุกท่านครับ

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

 

 

 

 


เอกสารแนบ : Road_to_Wealth_Part_1__29_April_2011_.pdf